Bank of America ออกมายืนยันเป้าหมายที่สูงที่สุดในบรรดาสถาบัน: 6000 ดอลลาร์ เหตุผลคือหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่กำลังพุ่งขึ้นและความกังวลเรื่องการเสื่อมค่าของเงินตรา
This page may contain third-party content, which is provided for information purposes only (not representations/warranties) and should not be considered as an endorsement of its views by Gate, nor as financial or professional advice. See Disclaimer for details.
Gold in 2026: Will the gold price really reach $6,000?
ในปี 2569 แนวโน้มราคาทองคำอยู่ในระหว่างการเขียนประวัติศาสตร์ใหม่ ด้วยการยืนตรงอยู่เหนือเกณฑ์ 5000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ที่เคยถือเป็นเป้าหมายสูง จุดถามที่ยังลอยโลยคือ: การเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงนี้เป็นผลจากปัจจัยใดจริง และราคาจะเพิ่มขึ้นต่อไปหรือกำลังเข้าสู่ยุคของการปรับตัวลงที่ทำให้นักลงทุนเสียใจ?
ทำไมแนวโน้มราคาทองคำในปี 2569 ถึงเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง
สภาพการณ์ปี 2569 แตกต่างจากปีที่แล้ว: ไม่ใช่เพียงการซื้อขายปกติของตลาดหุ้นหรือความนิยมของตลาดสินค้า แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานของระบบการเงินโลก
แรงขับเคลื่อนหลักมาจากการลดบทบาทของเงินดอลลาร์สหรัฐ (De-dollarization) อย่างเป็นอย่างเป็นทางการ ธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศตลาดเกิดใหม่เช่น จีน อินเดีย และบราซิล ต้องการกระจายความเสี่ยงสินทรัพย์สำรองของตนออกจากเงินดอลลาร์ และนำเงินมากมายไปซื้อทองคำแทน
ตั้งแต่ปี 2554 ธนาคารกลางต่าง ๆ ได้กลายเป็นผู้ซื้อสุทธิทองคำติดต่อกัน 15 ปีโดยไม่หยุด ปีนี้คาดว่าจะมีการซื้อรวมประมาณ 755 ตัน แม้จะลดลงจากปีที่แล้ว แต่ก็ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ก็เข้ามาแทรกแซงในปัจจัยเพิ่มเติม ในช่วงต้นปี 2569 ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และพันธมิตรยุโรปเกี่ยวกับสถานะของเกาะกรีนแลนด์ได้ส่งสัญญาณว่าความไม่แน่นอนทางการเมืองกำลังเพิ่มขึ้น การ “ค้นหาที่หลบภัย” ของนักลงทุนก็นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของราคาทองคำอย่างรวดเร็ว เหตุการณ์นี้ได้ทำให้ราคาทองคำพุ่งทะลุระดับ 5600 ดอลลาร์ในระยะสั้น
สถาบันการเงินโลกพูดอะไร: การคาดการณ์ที่แตกต่างและเป้าหมายราคา
สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของโลกต่างปรับเพิ่มเป้าหมายราคาทองคำของพวกเขาขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2569:
Goldman Sachs ได้ปรับเพิ่มเป้าหมายไปที่ 5400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยเหตุผลหลักคือความต้องการจากภาคเอกชนและธนาคารกลางตลาดเกิดใหม่ที่ยังคงแข็งแกร่ง สถาบันนี้มองว่าทองคำจะยังคงเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่ดีที่สุดในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนทางนโยบาย
J.P. Morgan คาดการณ์ว่าราคาทองคำจะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 5055 ดอลลาร์ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 และอาจพุ่งไปถึง 5400 ดอลลาร์ในปี 2570 นักวิเคราะห์ของสถาบันนี้ชี้ให้เห็นว่ารอบการเพิ่มขึ้นในครั้งนี้ยังไม่ถึงจุดสิ้นสุด เนื่องจากสัดส่วนของทองคำในพอร์ตการลงทุนทั่วโลกเพิ่มเป็นเพียง 2.8% ยังมีพื้นที่เติบโตได้มาก
Bank of America ออกมายืนยันเป้าหมายที่สูงที่สุดในบรรดาสถาบัน: 6000 ดอลลาร์ เหตุผลคือหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่กำลังพุ่งขึ้นและความกังวลเรื่องการเสื่อมค่าของเงินตรา
ในทางตรงข้าม HSBC และ Citi มีมุมมองที่ระมัดระวังกว่า โดยให้คาดการณ์ว่าราคาอาจอยู่ที่ 3950 ถึง 3250 ดอลลาร์ตามลำดับ ซึ่งสมมติฐานคือความตึงเครียดอาจคลี่คลายลงและเงินดอลลาร์อาจกลับมาแข็งค่า อย่างไรก็ตาม มุมมองของกลุ่มที่เห็นขาขึ้นนั้นมีน้ำหนักมากกว่าในสภาพแวดล้อมตลาดปัจจุบัน
แนวโน้มราคาทองคำในประเทศไทยและการแข็งค่าของเงินบาท
สำหรับผู้ลงทุนไทยแล้ว สถานการณ์มีความซับซ้อนมากขึ้น: เงินบาทแข็งค่าขึ้นเป็นระดับ 30.88 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่แข็งค่าที่สุดในรอบเกือบ 5 ปี ทำให้ราคาทองคำแท่งในประเทศไทยไม่เพิ่มขึ้นตามอัตราที่ราคาทองคำโลกเพิ่มขึ้น
สาเหตุหลักของการแข็งค่าของเงินบาทนั้นสัมพันธ์โดยตรงกับทองคำเอง ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Gold-Baht Correlation” เกิดจากนักลงทุนและผู้ประกอบการทองคำในไทยขายทองเมื่อราคาสูงขึ้น และนำเงินตราต่างประเทศกลับมาแลกเป็นเงินบาทในปริมาณมหาศาล ข้อมูลชี้ให้เห็นว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายทองคำมีสัดส่วนถึง 35% ของปริมาณการซื้อขายเงินตราต่างประเทศทั้งหมดในไทย
เพื่อจัดการกับปัญหานี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาตรการควบคุมหลายประการ ได้แก่ การรายงานธุรกรรมขนาดใหญ่ (เกิน 20 ล้านบาท) ให้ธปท. ทราบ การเสนอเพดานการซื้อขายรายวัน ที่ประมาณ 50-100 ล้านบาทต่อคนต่อวัน และการสนับสนุนให้มีการซื้อขายทองคำเป็นสกุลเงินดอลลาร์มากขึ้นเพื่อลดการแลกเปลี่ยนเงินบาท
นักลงทุนควรซื้อทองคำตอนนี้หรือรอ: กลยุทธ์จริงสำหรับปี 2569
คำตอบของคำถาม “ซื้อตอนนี้ยังทันไหม?” ไม่ใช่ “ใช่” หรือ “ไม่” แต่เป็น “ทัน แต่อย่างไล่ราคา”
ในสภาพแวดล้อมที่ราคาทองคำอยู่ในระดับสูงประวัติศาสตร์ ความผันผวนจึงมีมากตามไปด้วย นักลงทุนที่มีประสบการณ์มักจะรอให้ราคาย่อตัวมาก่อน (Buy on Dip) แทนที่จะเข้าไปซื้อที่จุดสูงสุดใหม่
จากการวิเคราะห์ทางเทคนิค:
เรื่องเครื่องมือการลงทุนก็มีตัวเลือกหลายอย่าง: ทองแท่งจริงนั้นมีข้อจำกัดเรื่องสภาพคล่องและค่าใช้จ่ายเก็บรักษา ส่วน CFD ผ่านโบรกเกอร์เช่น Mitrade นั้นให้ความยืดหยุ่นมากกว่า ด้วยการใช้เงินทุนน้อยลง ความสามารถในการเทรดได้ทั้งขาขึ้นและขาลง และสภาพคล่องที่สูง
สำหรับนักลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง ยังมีประโยชน์ในการใช้เครื่องมือทางการเงินสมัยใหม่ เนื่องจากช่วยลดปัจจัยของการแปลงค่าเงินบาท และให้ผลตอบแทนที่มากขึ้นตามความผันผวนของตลาด
สรุป: แนวโน้มราคาทองคำจะเดินหน้าหรือเบรก?
แนวโน้มราคาทองคำในปี 2569 นั้นไม่ได้เป็นเรื่องของการไล่ตามกำไรแบบสั้น ๆ แต่เป็นการสะท้อนของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในระบบการเงินโลก เงินดอลลาร์ที่สูญเสียบทบาท สถาบันการเงินระหว่างประเทศที่ต้องการเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงใหม่ และนักลงทุนที่ตื่นตัวต่อความไม่แน่นอนทางการเมือง ล้วนแล้วแต่พยุงราคาทองคำให้อยู่ในระดับสูง
หากกลุ่ม Goldman Sachs และ J.P. Morgan พูดถูก ราคาทองคำอาจจะยังมีพื้นที่เติบโตไปถึงระดับ 5400-6000 ดอลลาร์ในระยะกลางถึงยาว แต่สำหรับผู้ลงทุนทั่วไป ความสำคัญคือการไม่เข้าไปซื้อมากเกินไปที่จุดสูงสุด และการรอให้ราคายืดหยุ่นกลับมาในช่วงที่เหมาะสมเพื่อหุ้นการลงทุนที่ยั่งยืนมากขึ้น