На этой странице может содержаться сторонний контент, который предоставляется исключительно в информационных целях (не в качестве заявлений/гарантий) и не должен рассматриваться как поддержка взглядов компании Gate или как финансовый или профессиональный совет. Подробности смотрите в разделе «Отказ от ответственности» .
ความต้องการซื้อ (Demand) และการขาย (Supply) - คู่มือการวิเคราะห์ราคาสำหรับนักลงทุน
ในตลาดการเงิน การเข้าใจว่าเหตุใดราคาหุ้นจึงเพิ่มขึ้นหรือลดลงนั้นจำเป็นต่อการตัดสินใจลงทุนอย่างสุขุม ความรู้ว่าความต้องการซื้อ (demand) และความต้องการขาย (supply) ส่งผลต่อการกำหนดราคาอย่างไรนั้นถือเป็นรากฐานของการวิเคราะห์ที่มีประสิทธิภาพ บทความนี้จะชี้ให้เห็นว่าแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่เรียบง่ายนี้สามารถเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังสำหรับผู้ที่ต้องการคาดการณ์ทิศทางราคาได้อย่างแม่นยำมากขึ้น
ทำไมนักลงทุนจึงต้องเข้าใจการทำงานของ Demand และ Supply?
ราคาหุ้นไม่ได้เคลื่อนไหวแบบสุ่มสี่สุ่มห้า แต่เคลื่อนไหวตามแรงดึงดูดของตลาด แรงที่ผลักดันราคานั้นประกอบด้วยสองฝ่าย: ผู้ซื้อ (ตัวแทนของ demand) และผู้ขาย (ตัวแทนของ supply) เมื่อผู้ซื้อหลั่งไหลเข้ามาอย่างมากมาย demand จะสูงกว่า supply ทำให้ราคา ปรับตัวสูงขึ้น ในทางกลับกัน เมื่อผู้ขายอุกอักขึ่น ส่วน supply เหนือกว่า demand ราคาก็จะร่วงลง
การเข้าใจพลวัตนี้ช่วยให้นักลงทุนสามารถคาดการณ์การหมุนเวียนของราคาได้ก่อนที่ส่วนใหญ่ของตลาดจะตัดสินใจ นั่นคือเหตุที่นักเทรดมืออาชีพมักสังเกตสัญญาณของ demand-supply ก่อนที่จะเข้าสถานะใหม่
Demand (ความต้องการซื้อ) คืออะไร
Demand หมายถึงความต้องการซื้อสินค้าหรือบริการที่ราคาต่าง ๆ กัน เมื่อเราพล็อตความต้องการนี้ลงบนกราฟ จะเกิดเป็น “เส้น demand” ที่บ่งชี้ว่าในแต่ละระดับราคา ผู้ซื้อต้องการซื้อปริมาณเท่าใด
ตัวอย่างเช่น: ถ้าหุ้นอยู่ที่ราคา 100 บาท บางคนอาจต้องการซื้อ 1,000 หน่วย แต่ถ้าราคาปรับตัวไป 150 บาท จำนวนผู้ที่ต้องการซื้ออาจลดลงเหลือ 500 หน่วยเท่านั้น นี่คือหลักการพื้นฐานของ demand curve
กฎพื้นฐาน: Demand ไปในทิศทางตรงกันข้ามกับราคา
เมื่อราคาสูงขึ้น demand ที่เกิดขึ้นจากผู้ซื้อจะลดลง และเมื่อราคาลดลง demand จะเพิ่มขึ้น ความสัมพันธ์แบบผกผันนี้เกิดจากสองเหตุผล:
ผลทางรายได้ (Income Effect): เมื่อราคาลดลง เงินที่คุณมีอยู่ก็ยังเหมือนเดิม แต่สามารถซื้อสินค้าได้มากขึ้น ทำให้เพิ่มปริมาณการซื้อได้
ผลทางการทดแทน (Substitution Effect): เมื่อราคาของสินค้าชิ้นนี้ลดลง มันจะดูน่าดึงดูดกว่าสินค้าอื่นที่ราคาเท่าเดิม ทำให้คนเปลี่ยนมาซื้อสินค้านี้เพิ่มเติม
ปัจจัยอื่นที่ขับเคลื่อน Demand
นอกจากราคา ยังมีปัจจัยอื่นที่มีอิทธิพลต่อ demand:
Supply (ความต้องการขาย) คืออะไร
Supply คือจำนวนสินค้าที่ผู้ขายยินดีเสนอขายที่ระดับราคาต่าง ๆ คล้ายกับ demand curve แต่ในทิศทางตรงกันข้าม
เมื่อราคาสูงขึ้น ผู้ขายจะยินดีเสนอขายปริมาณที่มากขึ้น เพราะแต่ละหน่วยขายได้ราคาสูงดี และเมื่อราคาลดลง ผู้ขายจะลดปริมาณการขาย
กฎพื้นฐาน: Supply ไปในทิศทางเดียวกับราคา
นี่คือความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง demand curve และ supply curve ของ supply curve ผลักดันไปด้านบน ไปด้านขวา เนื่องจากกดดันให้ปริมาณขายเพิ่มเติมเมื่อราคาสูงขึ้น
ปัจจัยอื่นที่ขับเคลื่อน Supply
ดุลยภาพราคา (Equilibrium): ที่ที่ Demand พบ Supply
ราคาที่เกิดขึ้นจริง ๆ ในตลาดไม่ได้อยู่ที่ demand หรือ supply ที่จุดใดจุดหนึ่งแต่จะอยู่ที่จุดที่เส้น demand และ เส้น supply ตัดกัน เรียกว่า equilibrium point
ณ จุดนี้:
ถ้าราคาขึ้นสูงกว่าระดับดุลยภาพ: ผู้ขายจะต้องการขายมากขึ้น แต่ผู้ซื้อต้องการซื้อน้อยลง ส่งผลให้มีสินค้าซ้ำ (surplus) และตลาดจะกดดันให้ราคาลดลงกลับมา
ถ้าราคาตกต่ำกว่าระดับดุลยภาพ: ผู้ซื้อต้องการซื้อมากขึ้น แต่ผู้ขายต้องการขายน้อยลง ส่งผลให้มีการขาดแคลน (shortage) และตลาดจะกดดันให้ราคาขึ้นกลับมา
ลักษณะนี้ทำให้ดุลยภาพเป็นจุดสมดุลตามธรรมชาติ ถ้าทำความเข้าใจกระบวนการนี้ได้ นักลงทุนสามารถใจเย็น ๆ ยืนหยัด ในสถานการณ์ที่ตลาดเผ่นแผ่น
ปัจจัยที่มีผลต่ออุปสงค์และอุปทานในตลาดการเงิน
ในตลาดการเงิน demand และ supply มีความซับซ้อนมากกว่าตลาดสินค้าธรรมชาติ เนื่องจากปัจจัยที่เกี่ยวข้องมีมากมายและเชื่อมโยงกัน
ปัจจัยหลักที่เพิ่มหรือลด Demand
ปัจจัยหลักที่เพิ่มหรือลด Supply
วิธีจับสัญญาณ Demand และ Supply จากแท่งเทียนและแนวโน้ม
เมื่อเข้าใจทฤษฎี ขั้นตอนต่อไปคือการนำไปประยุกต์ใช้จริง นักเทรดสามารถจับสัญญาณของ demand-supply ได้จากการอ่านแท่งเทียนและดูแนวโน้มราคา
การวิเคราะห์ Price Action ผ่านแท่งเทียน
แท่งเทียนสีเขียว (Bullish candle): ราคาปิด > ราคาเปิด แสดงว่าผู้ซื้อมีแรงชนะในช่วงนั้น ความต้องการซื้อ (demand) ทำให้ราคาถูกผลักขึ้น
แท่งเทียนสีแดง (Bearish candle): ราคาปิด < ราคาเปิด แสดงว่าผู้ขายมีแรงชนะ ความต้องการขาย (supply) ทำให้ราคาถูกดึงลง
แท่งเทียน Doji: ราคาเปิดและปิดเท่ากันหรือใกล้เคียง แสดงว่า demand และ supply สมดุลกัน ยังไม่มี ฝ่ายใดชนะชัดเจน
การวิเคราะห์แนวโน้ม (Trend)
ขาขึ้น (Uptrend): ราคาทำจุดสูงใหม่เรื่อย ๆ บ่งชี้ว่า demand ยังแข็งแรง ผู้ซื้อเต็มใจจ่ายราคาสูงขึ้นเพื่อให้ได้หุ้น
ขาลง (Downtrend): ราคาทำจุดต่ำใหม่เรื่อย ๆ บ่งชี้ว่า supply มีแรง ผู้ขายพยายามลดราคาขายเพื่อจำหน่ายสินค้า
ฟอร์มสามเหลี่ยม (Consolidation): ราคาแกว่งตัวในกรอบแคบ บ่งชี้ว่า demand-supply ยังไม่ชัดเจน ตลาดกำลังรอปัจจัยใหม่เพื่อบอกทิศทาง
แนวรับและแนวต้าน (Support & Resistance)
แนวรับ (Support): ระดับราคาที่มี demand มากมาย ผู้ซื้อเต็มใจรอ ที่ราคาระดับนี้เพื่อซื้อ ทำให้ราคาที่ตกมาถึงแล้วมีแนวโน้มกลับขึ้น
แนวต้าน (Resistance): ระดับราคาที่มี supply มากมาย ผู้ขายพร้อมจำหน่ายที่ระดับนี้ ทำให้ราคาที่ขึ้นมาถึงแล้วมีแนวโน้มตกลง
กลยุทธ์เทรด Demand Supply Zone ตามแนวโน้ม
เมื่อเข้าใจสัญญาณเหล่านี้แล้ว นักเทรดหลายคนใช้เทคนิค “Demand Supply Zone” เพื่อจับจังหวะเข้า
1. Demand Zone Rally Base Rally (RBR) - แนวโน้มขาขึ้นต่อเนื่อง
เกิดขึ้นเมื่อ:
จังหวะเข้า: ที่จุดเบรกขาดของแนวต้าน พร้อมตั้ง stop loss ล่างกรอบ
2. Supply Zone Drop Base Drop (DBD) - แนวโน้มขาลงต่อเนื่อง
เกิดขึ้นเมื่อ:
จังหวะเข้า: ที่จุดเบรกขาดของแนวรับ พร้อมตั้ง stop loss ขึ้นกรอบ
ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ในการเทรด
นักเทรดอาจสังเกตว่า:
โดยการเข้าทำรายการในช่วง consolidation นี้ หรือเมื่อราคาเบรกขาด นักเทรดจะสามารถเข้าได้ในสถานะที่มีความน่าจะเป็นสูง เพราะตรวจสอบแล้วว่า demand หรือ supply ยังคงแข็งแรงอยู่
สรุป
Demand และ Supply ไม่ใช่แค่ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่เรียบง่าย แต่เป็นกำลังเบื้องหลังของการเคลื่อนไหวของราคาทุกครั้ง ไม่ว่าจะในตลาดสินค้า ตลาดการเงิน หรือตลาดหุ้น
สำหรับนักลงทุน ความสามารถในการจับสัญญาณว่าตอนนี้ demand มีแรงหรือ supply มีแรงจะช่วยให้:
การสังเกต demand-supply ผ่านแท่งเทียน แนวโน้ม และการใช้เทคนิค Demand Supply Zone เป็นตัวอย่างวิธีการสำหรับนำแนวคิดนี้ไปใช้จริง โดยอาศัยการฝึกฝนบ่อยๆ ในการอ่าน Price Action และสังเกต Pattern ต่าง ๆ ในกราฟ นักลงทุนจะพัฒนาสัญชาตญาณตลาดที่แข็งแกร่ง และสามารถตัดสินใจได้อย่างมี่ความมั่นใจมากขึ้น