โครงสร้างทุนที่ดีที่สุด (Optimal Capital Structure) คือการจัดสัดส่วนระหว่าง Cost of Debt และ Cost of Equity ให้เหมาะสมที่สุด เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์สองประการ
1. ลดค่า WACC ให้ต่ำที่สุด
ด้วยการใช้สัดส่วนที่เหมาะสมของเงินกู้ คุณสามารถลดต้นทุนเฉลี่ยของเงินทุนได้ เนื่องจากดอกเบี้ยเงินกู้ (Cost of Debt) มักจะต่ำกว่าผลตอบแทนที่ผู้ถือหุ้นคาดหวัง
This page may contain third-party content, which is provided for information purposes only (not representations/warranties) and should not be considered as an endorsement of its views by Gate, nor as financial or professional advice. See Disclaimer for details.
ทำความเข้าใจ WACC และ Cost of Debt ในการตัดสินใจลงทุน
เมื่อพิจารณาการลงทุนในโครงการใด ๆ นักลงทุนจำนวนมากมักมองเพียงผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับเท่านั้น แต่ความเข้าใจที่ลึกขึ้นจำเป็นต้องพิจารณา cost of debt คือต้นทุนในการจัดหาเงินทุน รวมถึงค่า WACC (Weighted Average Cost of Capital) ที่จะช่วยให้คุณประเมินความน่าสนใจของการลงทุนได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น บทความนี้จะให้คุณได้รู้จักกับแนวคิดเหล่านี้อย่างรอบด้าน ตั้งแต่คำนิยาม การคำนวณ จนถึงการนำไปใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ
Cost of Debt คือ ต้นทุนในการจัดหาเงินกู้ของธุรกิจ
Cost of Debt หรือต้นทุนของหนี้ หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่บริษัทต้องสนับสนุนเมื่อขอยืมเงินจากสถาบันการเงิน เช่น ธนาคาร บริษัทเงินทุน หรือการออกพันธบัตร โดยค่าใช้จ่ายนี้มักแสดงเป็นอัตราดอกเบี้ยร้อยละต่อปี ความเข้าใจเกี่ยวกับ cost of debt คือจุดเริ่มต้นสำคัญในการวิเคราะห์ว่าการกู้ยืมเงินนั้นคุ้มค่าหรือไม่
ตัวอย่างเช่น หากบริษัทยืมเงิน 100 ล้านบาท จากธนาคารในอัตราดอกเบี้ย 7% ต่อปี นั่นหมายความว่า cost of debt ของบริษัทคือ 7% แต่จำเป็นต้องสังเกตว่า ดอกเบี้ยที่ชำระนั้นเป็นค่าใช้จ่ายที่สามารถหักลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนที่แท้จริงต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ระบุไว้
WACC ประกอบด้วยอะไร - โครงสร้างทุนของบริษัท
ค่า WACC เป็นค่าเฉลี่ยของต้นทุนเงินทุนทั้งหมดของบริษัท ซึ่งประกอบด้วยสองส่วนหลัก
• Cost of Debt - ต้นทุนจากการกู้ยืมเงิน
Cost of Debt คือส่วนแรก ซึ่งเป็นดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายให้กับเจ้าหนี้ต่างๆ เหตุผลที่ต้นทุนนี้สำคัญคือ เจ้าหนี้มีลำดับความสำคัญในการรับชำระสูงกว่าผู้ถือหุ้น ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยมักจะต่ำกว่าผลตอบแทนที่ผู้ถือหุ้นคาดหวัง นอกจากนี้ cost of debt ยังมีข้อดีด้านภาษี เนื่องจากสามารถนำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายได้
• Cost of Equity - ต้นทุนจากเจ้าของหรือผู้ถือหุ้น
ส่วนที่สอง คือ Cost of Equity ซึ่งแสดงถึงผลตอบแทนที่ผู้ถือหุ้นคาดหวังจากการลงทุนของพวกเขา ผู้ถือหุ้นมีความเสี่ยงมากกว่าเจ้าหนี้ เพราะพวกเขาได้รับชำระเป็นลำดับสุดท้าย จึงคาดหวังผลตอบแทนที่สูงขึ้น
สูตรคำนวณ WACC กับการประเมินความน่าสนใจของโครงการ
เมื่อบริษัทหาเงินทุนมาจากทั้ง Cost of Debt และ Cost of Equity จำเป็นต้องหาค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของต้นทุนทั้งสอง สูตรที่ใช้คำนวณคือ
WACC = (D/V × Rd × (1 - Tc)) + (E/V × Re)
ตัวแปรต่างๆ ในสูตรมีความหมายดังนี้
ตัวอย่างการคำนวณ
บริษัท XYZ มีโครงสร้างเงินทุนดังนี้
การคำนวณค่า WACC
ขั้นที่ 1 แทนค่าลงในสูตร
D/V = 100/260 = 0.3846 Rd = 7% = 0.07 Tc = 20% = 0.2 E/V = 160/260 = 0.6154 Re = 15% = 0.15
ขั้นที่ 2 นำค่าที่ได้ไปแทนในสูตร
WACC = (0.3846 × 0.07 × (1 - 0.2)) + (0.6154 × 0.15)
WACC = (0.3846 × 0.07 × 0.8) + (0.6154 × 0.15)
WACC = 0.0215 + 0.0923 = 0.1138
ดังนั้น WACC มีค่าประมาณ 11.38%
เมื่อเปรียบเทียบผลตอบแทนที่คาดหวัง (15%) กับค่า WACC (11.38%) จะพบว่า 15% > 11.38% ซึ่งหมายความว่าโครงการนี้คุ้มค่าที่จะลงทุน เพราะผลตอบแทนที่ได้มีมากกว่าต้นทุนการจัดหาเงินทุน
การประเมินคุณภาพของค่า WACC - เมื่อไรจึงถือว่าดี
ค่า WACC ยิ่งต่ำเท่าไร ก็ยิ่งดีเท่านั้น เพราะนั่นแสดงว่าบริษัทมีต้นทุนในการจัดหาเงินทุนที่ประหยัด อย่างไรก็ตาม การประเมินว่า WACC ดีหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการประเมิน WACC
การตัดสินใจลงทุนจากค่า WACC
โครงสร้างทุนที่ดีที่สุดและการลดต้นทุนของหนี้
โครงสร้างทุนที่ดีที่สุด (Optimal Capital Structure) คือการจัดสัดส่วนระหว่าง Cost of Debt และ Cost of Equity ให้เหมาะสมที่สุด เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์สองประการ
1. ลดค่า WACC ให้ต่ำที่สุด
ด้วยการใช้สัดส่วนที่เหมาะสมของเงินกู้ คุณสามารถลดต้นทุนเฉลี่ยของเงินทุนได้ เนื่องจากดอกเบี้ยเงินกู้ (Cost of Debt) มักจะต่ำกว่าผลตอบแทนที่ผู้ถือหุ้นคาดหวัง
2. เพิ่มมูลค่ากำลังการณ์ของหุ้นสามัญในตลาด
การจัดหาเงินทุนอย่างเหมาะสมทำให้ราคาหุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องระวังการใช้หนี้มากเกินไป เนื่องจากจะเพิ่มความเสี่ยงทางการเงิน
วิธีการปรับสัดส่วนหนี้
ข้อควรระวังและเทคนิคประสิทธิภาพในการใช้ WACC
ข้อจำกัดของการใช้ WACC
1. ไม่คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
ค่า WACC ที่คำนวณขึ้นนั้นใช้ข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน แต่ปัจจัยต่างๆ เช่น อัตราดอกเบี้ย ระดับหนี้ และสภาวะตลาด อาจเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้น WACC จึงเป็นเพียงค่าประมาณเท่านั้น
2. ไม่คำนึงถึงความเสี่ยงที่แตกต่างกัน
โครงการลงทุนที่แตกต่างกันอาจมีระดับความเสี่ยงที่ไม่เท่ากัน แต่ WACC ของบริษัทเป็นเพียงค่าเดียว อาจทำให้การประเมินไม่ตรงกับความเป็นจริง
3. การคำนวณมีความซับซ้อน
ต้องใช้ข้อมูลปัจจุบันหลายอย่าง เช่น โครงสร้างเงินทุน ต้นทุนของหนี้ ต้นทุนของทุน และอัตราภาษี การหาข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ง่ายในบางกรณี
4. ค่า WACC เป็นค่าประมาณเท่านั้น
เนื่องจากปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ค่า WACC จึงอาจมีความคลาดเคลื่อนได้เสมอ
เทคนิคในการใช้ WACC ให้เกิดประสิทธิภาพ
1. ใช้ร่วมกับดัชนีทางการเงินอื่น
ควรใช้ WACC ร่วมกับมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) อัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) และดัชนีอื่นๆ เพื่อให้การประเมินความคุ้มค่าของการลงทุนชัดเจนและครบถ้วน
2. อัปเดตค่า WACC เป็นประจำ
ควรคำนวณค่า WACC ใหม่เป็นประจำ เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาวะการเงิน นี่จะช่วยให้คุณสามารถติดตามความเหมาะสมของการลงทุนได้อย่างทันท่วงที
3. พิจารณา Cost of Debt ในบริบทของตลาด
เนื่องจาก Cost of Debt เป็นส่วนประกอบของ WACC ควรติดตามการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยตลาด และประเมินว่าการกู้ยืมเงินเพิ่มเติมในขณะนี้คุ้มค่าหรือไม่
4. วิเคราะห์ความไวของ WACC
ทำการศึกษาว่าหากปัจจัยต่างๆ เช่น อัตราดอกเบี้ย หรือสัดส่วนของหนี้ เปลี่ยนแปลงไป ค่า WACC จะเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน ซึ่งจะช่วยให้คุณเข้าใจถึงความเสี่ยงได้ดีขึ้น
สรุป
การเข้าใจถึง WACC และ Cost of Debt คือจุดเริ่มต้นสำหรับการตัดสินใจลงทุนที่ชาญฉลาด Cost of Debt คือต้นทุนในการกู้ยืมเงิน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของ WACC ผ่านการวิเคราะห์ค่า WACC คุณสามารถประเมินความน่าสนใจของโครงการลงทุน ตัดสินใจเกี่ยวกับโครงสร้างเงินทุน และวางแผนเพื่อลดต้นทุนการจัดหาเงินทุนได้
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรใช้ WACC ด้วยความระมัดระวัง โดยพิจารณาข้อจำกัดของมัน และใช้เป็นเครื่องมือหนึ่งในการวิเคราะห์ร่วมกับดัชนีทางการเงินอื่นๆ เมื่อใช้ WACC อย่างเหมาะสมร่วมกับ Cost of Debt และปัจจัยอื่นๆ คุณจะสามารถตัดสินใจเลือกการลงทุนที่ดีที่สุดได้