ปัจจัยในการกำหนดอุปสงค์และอุปทาน:แรงขับเคลื่อนหลักของตลาดการเงิน

เมื่อเฝ้าดูราคาหุ้นเคลื่อนไหวในแต่ละวัน นักลงทุนมักพบกับคำถามว่า เพราะเหตุใดราคาจึงพุ่งขึ้นวันนี้ และดิ่งลงวันรุ่ง คำตอบที่ลึกที่สุดนั้นมิใช่มาจากข่าวสาร บล็อคเชน หรือปัจจัยพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความไม่สมดุลระหว่างสองแรงมหาศาล คือ ปัจจัยในการกำหนดอุปสงค์และอุปทาน ที่เป็นเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนทุกการเปลี่ยนแปลงราคาในตลาด ปัจจัยทั้งสองนี้ไม่ได้เป็นเพียงคำศัพท์เศรษฐศาสตร์แบบเรียนในห้องเรียนเท่านั้น แต่เป็นกลไกอันทรงคุณค่าที่นักลงทุนสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อทำความเข้าใจการเคลื่อนไหวของตลาดและตัดสินใจลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ปัจจัยในการกำหนดอุปสงค์และอุปทาน มีแรงมากแค่ไหนต่อตลาด

ในโลกของการเงิน ราคาสินทรัพย์ไม่ได้ถูกกำหนดโดยมูลค่าแท้ตามหลักการ (Intrinsic Value) อย่างเดียว แต่ถูกกำหนดโดยเงินที่มีอยู่ในตลาด (Money Supply) และการออกนอกตัวของเงินนั้น ในแต่ละช่วงเวลา ปัจจัยในการกำหนดอุปสงค์และอุปทานจึงเล่นบทบาทสำคัญในการตัดสินว่า ราคาควรขึ้นหรือลง เพราะประเด็นสำคัญคือ คนต้องการซื้ออะไร และ มีของให้ซื้อเท่าไร เมื่อทั้งสองสิ่งนี้ไม่สมดุลกัน ราคาก็จะปรับตัว ปัจจัยเหล่านี้อาจเกิดจากนโยบายตราสารเงิน นโยบายสาธารณะ สภาพคล่องในระบบ ความเชื่อมั่นของนักลงทุน หรือแม้แต่จากการตัดสินใจของบริษัท และการมองการณ์ไกลของผู้คนต่ออนาคต

ปัจจัยอุปสงค์ (Demand Factors) คืออะไร

ปัจจัยเศรษฐศาสตร์มหภาค

ที่ส่งผลต่อความต้องการซื้อของนักลงทุน มีหลากหลายประเภท ตั้งแต่การเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งเมื่อเศรษฐกิจเจริญรุ่งเรือง บริษัทมีกำไรมากขึ้น นักลงทุนจึงกลับมาหิวกระหายผลตอบแทน และพร้อมจ่ายราคาสูงเพื่อให้ได้หุ้น ส่วนในสภาวะที่เศรษฐกิจปลี่ยว ความต้องการซื้อก็จะสงบลง ส่วน อัตราเงินเฟ้อ นั้นมีผลในเชิงบ้านหลัง เมื่อราคาสินค้าโดยทั่วไปปรับตัวขึ้น เงินของคุณที่เหลือก็หายไป นักลงทุนจึงต้องหาผลตอบแทนเพิ่มเติม และที่สำคัญที่สุดคือ อัตราดอกเบี้ย ซึ่งเมื่อไหร่ที่อัตราดอกเบี้ยสูง นักลงทุนจะนำเงินไปฝากธนาคารแทนการลงทุนในตลาดหุ้น ส่งผลให้อุปสงค์ในตลาดหุ้นลดลง

สภาพคล่องและความเชื่อมั่นในระบบ

ปัจจัยเหล่านี้ที่มักไม่ปรากฏในตัวเลขแต่ว่าเห็นได้จากการไหลเวียนของเงินสด เมื่อมีสภาพคล่องเพียงพอในตลาด ผู้คนจึงมีเงินเหลือมากขึ้น ความต้องการลงทุนก็เพิ่มสูงขึ้น ส่วนความเชื่อมั่นของนักลงทุนนั้นขึ้นอยู่กับการคาดการณ์ว่าตลาดจะไปไหนต่อ หากนักลงทุนเชื่อว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น ความต้องการซื้อหุ้นก็จะเพิ่มมากขึ้น แต่หากกังวล ความต้องการก็จะมองหาความปลอดภัยและลดลง

ปัจจัยอุปทาน (Supply Factors) เกิดจากสิ่งใดบ้าง

นโยบายของบริษัทจดทะเบียน

เมื่อบริษัทตัดสินใจที่จะ ซื้อหุ้นคืน (Share Buyback) ปัจจัยในการกำหนดอุปทานจะเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน เนื่องจากหุ้นที่มีในตลาดจะลดลง ส่งผลให้ปริมาณหุ้นให้ซื้อลดลง ซึ่งในปกติหากอุปทานลดลง ราคาจึงมีแนวโน้มสูงขึ้น ในทางตรงกันข้าม เมื่อบริษัทเลือก เพิ่มทุน หุ้นใหม่จะไหลเข้ามาในตลาด ส่งผลให้อุปทานเพิ่มขึ้น ราคาหุ้นจึงมีแนวโน้มรับแรงกดดันจากการหลั่งไหลของหุ้นใหม่

การเข้าตลาดของบริษัทใหม่ผ่าน IPO

การ IPO (Initial Public Offering) เป็นเหตุการณ์ที่ปัจจัยในการกำหนดอุปทานเปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหัน เมื่อมีบริษัทใหม่เข้ามาขายหุ้นครั้งแรก ปริมาณหุ้นในตลาดจะเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจดึงความสนใจของนักลงทุนไป ส่งผลให้ความต้องการซื้อในตลาดเดิมเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม IPO ยังอาจเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อความเชื่อมั่นของตลาด ดังนั้นผลกระทบจึงขึ้นอยู่กับบริบทของตลาดในช่วงนั้น

ข้อบังคับและสิ่งกีดขวาง

ปัจจัยด้านกฎระเบียบจากหน่วยงานกำกับดูแล เช่น Silent Period (ระยะเวลาห้ามการคายไข่ของผู้ถือหุ้นหลังการ IPO) หรือข้อจำกัดต่างๆ ก็มีผลต่อปริมาณหุ้นที่มีให้ซื้อขายจริง ๆ ในตลาด ส่งผลให้อุปทานที่มีประสิทธิผลลดลง

ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยอุปสงค์และอุปทาน กับ ดุลยภาพตลาด

บทบาทของปัจจัยในการกำหนดอุปสงค์และอุปทานนั้นจะชัดเจนที่สุดเมื่อเรามองไปที่ ดุลยภาพ (Equilibrium) ของตลาด ซึ่งเป็นจุดที่อุปสงค์กับอุปทานเท่ากัน

เมื่อราคาหุ้นอยู่ต่ำกว่าดุลยภาพ นักลงทุนจำนวนมากต้องการซื้อ ส่งผลให้มีเงินเข้ามากมาย ดึงราคาขึ้นมา ในทางตรงกันข้าม เมื่อราคาอยู่สูงกว่าดุลยภาพ ผู้คนต้องการขายหุ้นมากกว่าต้องการซื้อ ส่งผลให้หุ้นทะลักออกมา กดราคาลง ปัจจัยในการกำหนดอุปสงค์และอุปทานจึงเป็นส่วนหนึ่งที่ขับเคลื่อนให้ราคาไปหาจุดดุลยภาพใหม่อยู่เรื่อย ๆ

อุปสงค์และอุปทานในแต่ละช่วงวัฏจักรตลาด

ในช่วงที่ตลาดกำลังฟื้นตัว

ปัจจัยในการกำหนดอุปสงค์จะแข็งแรง ความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น สภาพคล่องเพิ่มขึ้น ประกอบกับบริษัทอาจลดการเพิ่มทุนใหม่ (อุปทานลดลง) ราคาหุ้นจึงมีแนวโน้มพุ่งขึ้น

ในช่วงที่ตลาดคึกคัก

บริษัทจำนวนมากเลือกเพิ่มทุน (อุปทานเพิ่มขึ้น) เพื่อนำเงินไปลงทุน ปัจจัยอุปสงค์ก็ยังแข็งแรง แต่สมดุลเริ่มเปลี่ยนไป ราคาหุ้นจึงเริ่มชะลอการเพิ่มขึ้น

ในช่วงที่ตลาดปลี่ยว

ปัจจัยในการกำหนดอุปสงค์อ่อนตัว (ความเชื่อมั่นลดลง สภาพคล่องลดลง) อุปทานก็ยังอาจมีอยู่ (บริษัทที่เคยเพิ่มทุน) ส่งผลให้ราคาหุ้นตกลง

นักลงทุนใช้ปัจจัยอุปสงค์อุปทาน ในการตัดสินใจลงทุนอย่างไร

วิธีแรก: ดูจากแรงซื้อ-แรงขาย (Price Action)

แท่งเทียนสีเขียวบ่งบอกว่าผู้ซื้อชนะ (อุปสงค์แข็งแรง) ส่วนแท่งเทียนสีแดงบ่งบอกว่าผู้ขายชนะ (อุปทานแข็งแรง) นักเทรดสามารถนำเครื่องมือนี้มาใช้เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยในการกำหนดอุปสงค์และอุปทานได้ทุกวินาที

วิธีที่สอง: ดูจากแนวต้าน-แนวรับ

แนวรับนั้นแสดงถึงระดับราคาที่ผู้ซื้อพร้อมจะเข้ามา (จุดอุปสงค์ที่แข็งแรง) ส่วนแนวต้านนั้นเป็นระดับราคาที่ผู้ขายพร้อมจะลดราคา (จุดอุปทานที่แข็งแรง) การอ่านแนวต้าน-แนวรับที่ถูกต้องจึงช่วยให้นักลงทุนทำนายการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยในการกำหนดอุปสงค์และอุปทานได้

วิธีที่สาม: ใช้เทคนิค Demand Supply Zone

เทคนิคนี้เป็นการสรุปปัจจัยในการกำหนดอุปสงค์และอุปทานให้สั้นลง โดยมองหาจุดที่ราคาเคยเสียสมดุลอย่างรุนแรง (แสดงว่าอุปสงค์หรืออุปทานส่วนเกินมากมาย) จากนั้นคอยรอให้ราคาเข้ามาแตะจุดเดิมนั้นอีกครั้ง ซึ่งมักจะเป็นจุดที่ปัจจัยในการกำหนดอุปสงค์และอุปทานกำลังจะเปลี่ยนแปลง และราคาจะพุ่งออกไปตามทิศทางของปัจจัยใหม่

ตัวอย่างการประยุกต์ใช้: Drop-Base-Rally (DBR)

เมื่อราคาดิ่งลง (สัญญาณว่าอุปทานแข็งแรง) จนกระทั่งเข้ามาในจุด “Demand Zone” ซึ่งเป็นจุดที่ผู้ซื้อจำนวนมากยินดีเข้ามา ราคาจึงหยุดลด เริ่มแกว่งตัว (Base) ปรับตัวจนกว่าจะมีปัจจัยใหม่ที่ทำให้ความต้องการซื้อกลับมาแข็งแรง ราคาจึงพุ่งขึ้น (Rally) นักเทรดสามารถใช้จุดเบรคเอาท์นี้เป็นสัญญาณเข้าซื้อ

ปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่ออุปสงค์และอุปทาน

นอกเหนือจากปัจจัยหลัก ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อปัจจัยในการกำหนดอุปสงค์และอุปทาน เช่น:

  • เหตุการณ์ทางการเมือง: นโยบายของรัฐบาล ข้อมูลข่าวสาร มีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ส่งผลให้อุปสงค์เปลี่ยนแปลง
  • ปัจจัยภูมิอากาศและภัยธรรมชาติ: กระทบต่อการผลิตของบริษัท จึงส่งผลต่ออุปทานอย่างอ้อม
  • การพัฒนาเทคโนโลยี: อาจสร้างความต้องการสินค้า บริการใหม่ หรือยังทดแทนเดิม
  • รสนิยมของผู้บริโภค: เปลี่ยนแปลงตามเวลา ส่งผลต่อผลการดำเนินงานของบริษัท

สรุป

ปัจจัยในการกำหนดอุปสงค์และอุปทาน เป็นกองกำลังที่แท้จริงที่ยับยั้งราคาสินทรัพย์ในตลาดการเงิน ไม่ใช่เพียงแค่ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่ห่างไกล แต่เป็นเครื่องมือที่นักลงทุนและนักเทรดสามารถนำไปใช้ได้ทั้งในการวิเคราะห์เชิงพื้นฐาน ผ่านการศึกษาผลประกอบการ และในการวิเคราะห์เชิงเทคนิค ผ่านการอ่านกราฟราคา

การเข้าใจปัจจัยในการกำหนดอุปสงค์และอุปทานที่ลึกซึ้ง จะทำให้นักลงทุนสามารถมองเห็นความเคลื่อนไหวของตลาดแบบเรียลไทม์ได้ และเมื่อคุณเข้าใจว่า อะไรคือสิ่งที่ขับเคลื่อนราคา การตัดสินใจลงทุนของคุณก็จะมีความชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น หากคุณยังใหม่ต่อแนวคิดนี้ ลองมองดูกราฟราคาและนำหลักการนี้มาทดลองใช้กับราคาสินทรัพย์ที่เกิดขึ้นจริงตั้งแต่วันนี้ การศึกษาเชิงปฏิบัติจะช่วยให้คุณเข้าใจได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

This page may contain third-party content, which is provided for information purposes only (not representations/warranties) and should not be considered as an endorsement of its views by Gate, nor as financial or professional advice. See Disclaimer for details.
  • รางวัล
  • แสดงความคิดเห็น
  • repost
  • แชร์
แสดงความคิดเห็น
0/400
ไม่มีความคิดเห็น
  • ปักหมุด