จากการสังเกตราคาทองคำตั้งแต่ปี 2000|ตลาดกระทิงครึ่งศตวรรษจะสามารถดำเนินต่อไปได้อีกไหม?

ตลอดกว่า 50 ปี ราคาทองคำแม้จะผ่านการผันผวนอย่างรุนแรงหลายครั้ง แต่แนวโน้มโดยรวมก็ยังคงเป็นขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง และหลายครั้งก็สร้างสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะเมื่อย้อนกลับไปในยุคทองคำปี 2000 ราคาทองคำเคยอยู่ราวๆ 200 ดอลลาร์ต่อออนซ์เท่านั้น แต่ปัจจุบันทะลุผ่านระดับ 5,100 ดอลลาร์ไปแล้ว เพิ่มขึ้นกว่า 25 เท่า การเทรนด์ขาขึ้นที่ครอบคลุมช่วงครึ่งศตวรรษนี้ จะเกิดขึ้นอีกครั้งในอีก 50 ปีข้างหน้าหรือไม่? บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจคุณค่าการลงทุนในทองคำอย่างรอบด้าน โดยอ้างอิงจากวัฏจักรทางประวัติศาสตร์ แรงขับเคลื่อนภายใน และสถานการณ์ล่าสุด

เปรียบเทียบราคาทองคำปี 2000 กับปัจจุบัน: พิสูจน์การเติบโตในประวัติศาสตร์กว่า 145 เท่า

เพื่อเข้าใจอนาคตของทองคำ ก่อนอื่นต้องย้อนดูอดีต ตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1971 ที่สหรัฐอเมริกาประกาศยุติการตรึงค่าเงินดอลลาร์กับทองคำ (ล่มสลายระบบเบรตตัน-วูดส์) ราคาทองคำก็ทะยานจาก 35 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ไปจนถึงปี 2026 ที่ทะลุ 5,100 ดอลลาร์ รวมการเพิ่มขึ้นกว่า 145 เท่า

ที่น่าจับตามองยิ่งกว่าคือช่วงราคาทองคำในปี 2000 ซึ่งอยู่ราวๆ 200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในช่วง 26 ปีนับจากนั้น ราคาทองคำเพิ่มขึ้นกว่า 2,500% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกัน ดัชนีดาวโจนส์ที่ขึ้นจาก 10,600 จุด ไปสู่ 46,000 จุด ก็มีการเติบโตประมาณ 330% ผลตอบแทนของทองคำจึงเหนือกว่าทรัพย์สินแบบดั้งเดิมหลายเท่า โดยเฉพาะในช่วงสองปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ต้นปี 2024 ที่ราคาทองคำทะลุ 2,000 ดอลลาร์ ไปจนถึงช่วงปลายปี 2026 ที่ทะลุ 5,100 ดอลลาร์ ภายในเวลาเพียง 24 เดือน ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 150% ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดในรอบสิบปี

สิ่งที่สะท้อนให้เห็นคืออะไร? ไม่ใช่แค่ราคาที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยและมูลค่าความน่าเชื่อถือในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกเกิดความไม่แน่นอน

วัฏจักรขาขึ้น-ขาลง 3 รอบลึก: จากระบบเบรตตัน-วูดส์ ถึงยุคปัจจุบัน

เพื่อประเมินแนวโน้มราคาทองคำในอีก 50 ปีข้างหน้า จำเป็นต้องเข้าใจวัฏจักรสำคัญ 3 ช่วงของตลาดทองคำในประวัติศาสตร์ และแก่นแท้ของมัน

วัฏจักรขาขึ้นแรก (1971-1980): จากวิกฤติการแยกตัวสู่ยุคเงินเฟ้อพุ่ง

นี่คือจุดเริ่มต้นของตลาดทองคำในยุคสมัยใหม่ หลังจากที่ระบบเบรตตัน-วูดส์ล่มสลายในปี 1971 สหรัฐอเมริกาได้ปลดล็อคทองคำจากดอลลาร์อย่างสมบูรณ์ ราคาทองคำก็ทะยานจาก 35 ดอลลาร์ ไปสู่ระดับสูงสุดที่ 850 ดอลลาร์ในเวลาเพียง 9 ปี เพิ่มขึ้น 24 เท่า ช่วงนี้แบ่งเป็น 2 ช่วงสำคัญ คือ ช่วงแรกเกิดจากความหวั่นวิตกของประชาชนต่อความเชื่อมั่นในดอลลาร์หลังแยกตัวจากทองคำ ซึ่งในอดีตดอลลาร์คือใบรับรองทองคำ แต่ตอนนี้ไม่สามารถแลกทองได้อีกต่อไป จึงเกิดความกลัวว่าจะกลายเป็นแค่ภาพวาดบนผนังเท่านั้น ผู้คนจึงนิยมเก็บทองคำมากกว่าถือดอลลาร์ ช่วงหลังเป็นผลจากวิกฤติพลังงาน เช่น น้ำมันแพง การปฏิวัติอิหร่าน การรุกรานอัฟกานิสถานของโซเวียต ซึ่งกระตุ้นความคาดหวังเงินเฟ้อ

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 1980 เมื่อเจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ใช้นโยบายขึ้นดอกเบี้ยอย่างรุนแรง (อัตราดอกเบี้ยสูงกว่า 20%) เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ราคาทองคำร่วงลงกว่า 80% หลังจากนั้นเป็นเวลากว่า 20 ปี (1980-2000) ราคาทองคำเคลื่อนไหวในช่วง 200-300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยยังไม่ทะลุจุดสูงสุดในอดีต ทำให้นักลงทุนต้องรอคอยเวลาที่จะทะลุผ่านจุดสูงสุดเดิมอีกครั้ง

วัฏจักรขาขึ้นที่สอง (2001-2011): ยุคดอกเบี้ยต่ำและวิกฤติการเงินโลก

หลังจากฟองสบู่ดอทคอมแตกในปี 2001 ราคาทองคำเริ่มต้นจากจุดต่ำสุดที่ 250 ดอลลาร์ จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ 9/11 ซึ่งเปลี่ยนโฉมหน้าของโลก สหรัฐฯ เริ่มทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายเป็นเวลา 10 ปี งบประมาณทหารบานปลาย ทำให้รัฐบาลต้องลดดอกเบี้ยและกู้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งผลคือราคาบ้านพุ่งสูงสุด แต่ในปี 2008 ก็เกิดวิกฤติการเงินโลก จนทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงัก

เพื่อช่วยฟื้นฟูตลาด ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จัดทำมาตรการ QE (การพิมพ์เงินแบบไม่จำกัด) ส่งผลให้ราคาทองคำทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 10 ปี จนถึงปี 2011 ที่ราคาทะลุ 1,920 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นจุดสูงสุดในรอบหลายสิบปี โดยเพิ่มขึ้นจากจุดต่ำสุดในปี 2001 กว่า 700%

แต่ความรุ่งโรจน์นี้ไม่ยืนยง เมื่อในปี 2011 เฟดประกาศยุติ QE และวิกฤติในยุโรปก็รุนแรงขึ้น ทำให้ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงขาลงยาวนาน 8 ปี ลดลงกว่า 45% จากจุดสูงสุด

วัฏจักรขาขึ้นล่าสุด (2019-ปัจจุบัน): การซื้อทองคำของธนาคารกลางและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์

ปี 2019 ราคาทองคำเริ่มต้นใหม่จากประมาณ 1,200 ดอลลาร์ เป็นจุดเริ่มต้นของวัฏจักรขาขึ้นครั้งที่สาม ซึ่งแตกต่างจากรอบก่อนๆ เพราะแรงผลักดันมาจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น กระแสการลดการใช้ดอลลาร์ในระดับโลก (de-dollarization) นโยบาย QE ของสหรัฐฯ ในปี 2020 สงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2022 ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และการซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะในปี 2024-2025 ตลาดทองคำได้เข้าสู่ “ยุคทองคำมหากาพย์” ซึ่งราคาพุ่งจากประมาณ 2,000 ดอลลาร์ในต้นปี 2024 ไปสู่ระดับสูงสุดที่เกินกว่า 5,100 ดอลลาร์ในต้นปี 2026 ภายในเวลาเพียง 2 ปี การคาดการณ์ชี้ว่า ปัจจัยหลักที่ผลักดันราคาคือ ความไม่แน่นอนทางนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงในตะวันออกกลาง การเพิ่มขึ้นของการถือครองทองคำของธนาคารกลาง และความต้องการความปลอดภัยในช่วงวิกฤติภูมิรัฐศาสตร์

เมื่อเข้าสู่ปี 2025 สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงรุนแรงขึ้น สหรัฐฯ เพิ่มภาษีและมาตรการกีดกันทางการค้า การผันผวนของตลาดหุ้นทั่วโลก ดัชนีดอลลาร์อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ราคาทองคำก็ทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยยังไม่มีสัญญาณว่าจะถึงจุดสูงสุด

วิเคราะห์วัฏจักร: การสิ้นสุดของขาขึ้นต้องการการคุมเข้มที่แท้จริง

จากการศึกษาวัฏจักรทั้ง 3 ช่วง เราสามารถสรุปกฎเกณฑ์สำคัญของการลงทุนทองคำได้ดังนี้:

สาเหตุของขาขึ้น: วิกฤติความเชื่อมั่น + นโยบายการเงินผ่อนคลาย ทุกวัฏจักรขาขึ้นเริ่มต้นจากความเชื่อมั่นในดอลลาร์ถล่ม หรือความกดดันทางระบบเศรษฐกิจ เช่น ปี 1971 ที่ระบบทองคำล่มสลาย ปี 2001 ที่ดอกเบี้ยต่ำช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจ และปี 2018 ที่นโยบายผ่อนคลายทางการเงินและวิกฤติการเมืองโลกเป็นตัวเร่ง ผลลัพธ์คือ ทองคำเป็น “เสียงโหวตไม่เชื่อมั่นในระบบเงินตราเดิม”

ช่วงเวลาขาขึ้นแบ่งเป็น 3 ระยะ: ช้า→เร่ง→ร้อนเกิน ในช่วงเริ่มต้น ราคาทองคำจะเคลื่อนไหวในระดับต่ำๆ สะสมอยู่ ช่วงกลางจะเกิดวิกฤติหรือความไม่แน่นอนที่เร่งให้ราคาพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว สุดท้ายเป็นช่วงที่นักเก็งกำไรเข้ามาเก็งกำไรจนเกิดความร้อนแรง ซึ่งในประวัติศาสตร์ วัฏจักรขาขึ้นมักกินเวลาประมาณ 8-10 ปี และให้ผลตอบแทนตั้งแต่ 7 เท่า ไปจนถึง 24 เท่า

การสิ้นสุดของขาขึ้น: การคุมเข้มอย่างรุนแรง + ควบคุมเงินเฟ้อ ทุกครั้งที่วัฏจักรขาขึ้นจบลง มักเกิดจากนโยบายการคุมเข้มของธนาคารกลาง เช่น ปี 1980 ที่เฟดขึ้นดอกเบี้ยอย่างรุนแรง ปี 2011 ที่สิ้นสุดนโยบาย QE การปรับฐาน 20-30% เป็นเรื่องปกติ แต่ตราบใดที่ราคายังไม่ทะลุเส้นแนวรับสำคัญ เช่น เส้นค่าเฉลี่ย 200 เดือน ก็ยังสามารถกลับมาขึ้นต่อได้

ลักษณะเฉพาะของวัฏจักรขาขึ้นในปัจจุบัน: การพักฐานในระดับสูงอาจยาวนาน

แต่ในขณะเดียวกัน วัฏจักรนี้ก็เผชิญกับความท้าทายที่ไม่เคยมีมาก่อน เนื่องจากหนี้สาธารณะของประเทศหลักทั่วโลกอยู่ในระดับสูงมาก ธนาคารกลางไม่สามารถขึ้นดอกเบี้ยอย่างเต็มที่โดยไม่เสี่ยงวิกฤติหนี้ล้มละลาย ซึ่งหมายความว่าวัฏจักรการคุมเข้มแบบเดิมอาจไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์ ทองคำอาจอยู่ในช่วงของการเคลื่อนไหวในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เป็นช่วงของการพักฐานในระดับสูง (high consolidation) ซึ่งอาจกินเวลาหลายปี จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในระบบการเงินโลก เช่น การสร้างสมดุลใหม่ของสกุลเงิน การยอมรับสินทรัพย์สำรองใหม่ หรือความเชื่อมั่นในระบบการเงินโลกที่ฟื้นฟูขึ้นมาใหม่

บทบาทที่แท้จริงของทองคำในพอร์ตการลงทุน

หลายคนสงสัยว่า ทองคำคุ้มค่าการลงทุนหรือไม่ คำตอบขึ้นอยู่กับมิติ 2 ด้าน คือ เทียบกับทรัพย์สินประเภทไหน และเลือกช่วงเวลาใด

ในระยะยาว (1971-2025) ราคาทองคำเติบโตขึ้น 120 เท่า ในขณะที่ดัชนีดาวโจนส์เติบโตประมาณ 51 เท่า เมื่อดูในช่วง 50 ปี ผลตอบแทนของทองคำและหุ้นอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน หรือบางช่วงอาจเหนือกว่าด้วยซ้ำ แต่ตัวเลขนี้ซ่อนความจริงอันโหดร้ายไว้ว่า หากคุณลงทุนในทองคำในช่วงปี 2000 ราคาก็เคลื่อนไหวในช่วง 200-300 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นเวลานาน 20 ปี ผลตอบแทนแทบเป็นศูนย์ หรืออาจขาดทุนจากโอกาสที่พลาดไป

ชีวิตเรามีเวลาแค่กี่สิบปีให้รอ?

นั่นหมายความว่า ทองคำไม่ใช่ทรัพย์สินที่ “ยิ่งนานยิ่งดี” เสมอไป มูลค่าที่แท้จริงของทองคำอยู่ที่: การเทรดตามแนวโน้มในช่วงจังหวะที่เหมาะสม จะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าหุ้นอย่างมาก แต่ในช่วงพักฐานก็เป็น “ห้องเย็น” สำหรับเงินลงทุน

วัฏจักรขาขึ้นของทองคำมักเกิดร่วมกับวิกฤติทางเศรษฐกิจ เช่น เงินเฟ้อพุ่งสูง ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือการคลายมาตรการการเงิน ส่วนวัฏจักรขาลงมักกินเวลานานและอยู่ในภาวะซบเซา การจับจังหวะให้ถูกต้อง จะทำให้สามารถทำกำไรจากการเก็งกำไรในช่วงขาขึ้นได้มาก แต่ถ้าจับจังหวะผิด ก็อาจนอนรอในช่วงหลายปี

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ ทองคำเป็นทรัพยากรธรรมชาติ การขุดเจาะและผลิตทองคำในแต่ละช่วงจะมีต้นทุนและความยากลำบากเพิ่มขึ้นตามเวลา ซึ่งหมายความว่า แม้ราคาทองคำจะลดลงในช่วงขาลง แต่ระดับต่ำสุดของราคาก็จะค่อยๆ สูงขึ้นเรื่อยๆ นี่เป็นสัญญาณสำคัญว่า อย่าเข้าใจผิดว่าทองคำจะตกต่ำจนไม่มีค่าเลย ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่า แต่ละรอบของตลาดขาลง ราคาต่ำสุดของมันจะสูงกว่ารอบก่อนเสมอ

กลยุทธ์การจัดสรรสินทรัพย์ในช่วงเศรษฐกิจถดถอย

ความสำเร็จในการลงทุนทองคำขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์สภาพเศรษฐกิจโดยรวม เราขอเสนอหลักการเลือกลงทุนดังนี้:

ในช่วงเศรษฐกิจเติบโต ให้ลงทุนในหุ้น เพราะผลประกอบการดี ราคาหุ้นจะขึ้นตามไปด้วย ในขณะเดียวกัน ตราสารหนี้ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ให้ผลตอบแทนคงที่ ก็อาจไม่ดึงดูดนักลงทุนเท่าไร เพราะไม่ได้ให้ผลตอบแทนสูงเท่าทองคำ

ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว ผลประกอบการของบริษัทลดลง หุ้นจะน่าดึงดูดน้อยลง ทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย และตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนคงที่ ก็จะกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากขึ้น

แนวทางที่ปลอดภัยที่สุดคือ การปรับสัดส่วนของหุ้น ตราสารหนี้ และทองคำตามระดับความเสี่ยงและเป้าหมายการลงทุนของแต่ละคน เนื่องจากสถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เหตุการณ์สำคัญ เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน เงินเฟ้อ การขึ้นดอกเบี้ย การค้าระหว่างประเทศ ล้วนสามารถพลิกผันพอร์ตของคุณได้ในพริบตา การมีการกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์หลายประเภท จึงเป็นกลยุทธ์ที่ดีที่สุด เพื่อให้พอร์ตของคุณมีความเสี่ยงต่ำและเสถียรภาพสูง

วิธีการเทรดระยะสั้น vs การถือครองระยะยาว: วิธีที่ถูกต้องในการลงทุนทองคำ

หลักการง่ายๆ คือ ทองคำเหมาะกับการเทรดตามแนวโน้มในระยะสั้นมากกว่า การถือครองระยะยาวแบบง่ายๆ เพราะ:

  • ผลตอบแทนของทองคำส่วนใหญ่มาจากส่วนต่างราคา (capital gain) ไม่ใช่ดอกเบี้ย
  • การเข้าออกตลาดจึงต้องจับจังหวะให้ดี
  • ตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนจากดอกเบี้ย จึงเน้นการสะสมจำนวนหน่วยลงทุน
  • หุ้นให้ผลตอบแทนจากการเติบโตของกิจการ ซึ่งต้องถือระยะยาว

จากข้อมูลในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา ผลตอบแทนของหุ้นสูงที่สุด รองลงมาคือทองคำ และต่ำสุดคือพันธบัตร ซึ่งชี้ให้เห็นว่า การทำกำไรจากทองคำต้องอาศัยการจับจังหวะแนวโน้มของตลาด หากสามารถเข้าในช่วงขาขึ้นและออกในช่วงขาลง จะได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการถือครองแบบยาวนาน

สำหรับนักลงทุนแต่ละระดับความเสี่ยง:

  • นักลงทุนสายรุก สามารถใช้เครื่องมือเช่น ฟิวเจอร์ส หรือ CFD (สัญญาซื้อขายส่วนต่าง) เพื่อเทรดแบบใช้เลเวอเรจ โดยใช้เงินน้อยแต่สามารถเปิดออร์เดอร์ขนาดใหญ่
  • นักลงทุนสายกลาง ควรเลือก ETF ทองคำ หรือบัญชีฝากทองคำ เพื่อเข้าร่วมแนวโน้มระยะกลาง-ยาว
  • นักลงทุนสายอนุรักษ์ ควรถือทองคำแท้ หรือบัญชีฝากทองคำ เป็นเครื่องมือรักษามูลค่า

5 วิธีลงทุนทองคำ: ข้อดีข้อเสีย

ขึ้นอยู่กับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงของแต่ละคน วิธีลงทุนทองคำมีความแตกต่างกันไป:

1. ทองคำแท้ (Physical Gold) ข้อดี: เก็บง่าย ปลอดภัย เป็นทรัพย์สินที่ซ่อนตัวได้ดี และสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องประดับได้ ข้อเสีย: การซื้อขายไม่สะดวก มีต้นทุนการเก็บรักษา และความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

2. บัญชีฝากทอง (Gold Account) คล้ายกับระบบใบรับรองทองคำในอดีต เมื่อซื้อขายทองคำจะมีบันทึกในบัญชีว่ามีกี่ออนซ์ ข้อดีคือสะดวกต่อการพกพา ข้อเสียคือธนาคารไม่จ่ายดอกเบี้ย และอัตราส่วนต่างซื้อ-ขายค่อนข้างสูง

3. กองทุน ETF ทองคำ (Gold ETF) มีสภาพคล่องสูง ใกล้เคียงกับหุ้น สามารถซื้อขายได้ง่าย ราคาจะสะท้อนมูลค่าทองคำในตลาด ข้อเสียคือ ค่าธรรมเนียมการบริหาร และหากราคาทองไม่เคลื่อนไหวมาก ราคาจะค่อยๆ ลดลงตามเวลา

4. ฟิวเจอร์สทองคำและ CFD (Futures & CFD) เป็นเครื่องมือยอดนิยมสำหรับเทรดระยะสั้น เพราะใช้เงินลงทุนต่ำ มีเลเวอเรจสูง (โดยทั่วไป 1:100) สามารถเปิดออร์เดอร์ทั้งซื้อและขายได้ตลอดเวลา เหมาะสำหรับเทรดเดอร์ที่ต้องการเก็งกำไรในระยะสั้น

5. กองทุนรวมทองคำ (Gold Funds) บริหารโดยมืออาชีพ กระจายความเสี่ยง เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ไม่อยากบริหารเอง

การสมดุลของสินทรัพย์: หุ้น-พันธบัตร-ทองคำ

แต่ละสินทรัพย์มีกลไกการเติบโตและความเสี่ยงแตกต่างกัน ทำให้ผลตอบแทนในแต่ละสภาวะตลาดแตกต่างกันอย่างมาก

สินทรัพย์ แหล่งผลตอบแทน ลักษณะความเสี่ยง สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
ทองคำ ส่วนต่างราคา ผันผวนสูง ช่วงเศรษฐกิจถดถอย เงินเฟ้อสูง ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
หุ้น การเติบโตของกิจการ ปานกลาง เศรษฐกิจเติบโต กำไรบริษัทดีขึ้น
พันธบัตร ดอกเบี้ย ต่ำ อัตราดอกเบี้ยคงที่ ไม่มีความเสี่ยงสูง

ในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา ทองคำให้ผลตอบแทนดีที่สุด แต่ในช่วง 30 ปีล่าสุด หุ้นให้ผลตอบแทนสูงกว่า รองลงมาคือทองคำ และสุดท้ายคือพันธบัตร ซึ่งชี้ให้เห็นว่า การกระจายความเสี่ยงในพอร์ตเป็นกลยุทธ์ที่ดีที่สุด เพราะไม่มีสินทรัพย์ใดให้ผลตอบแทนแน่นอนในทุกสภาวะตลาด

ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน เงินเฟ้อ การขึ้นดอกเบี้ย การเกิดวิกฤติในทะเลแดง การปรับสมดุลพอร์ตตามสถานการณ์จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อให้สามารถรับมือกับความผันผวนและสร้างผลตอบแทนในระยะยาว

สรุป: อีก 50 ปีข้างหน้า จะเกิดซ้ำหรือไม่?

ย้อนกลับไปคำถามเดิมว่า วัฏจักรขาขึ้นของทองคำในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา จะเกิดขึ้นอีกในอีก 50 ปีข้างหน้าไหม?

จากกฎเกณฑ์ทางประวัติศาสตร์ คำตอบคือ: อาจจะ แต่รูปแบบจะเปลี่ยนไป

เศรษฐกิจและระบบการเงินมีวัฏจักรของตัวเอง ความเชื่อมั่นในระบบการเงินก็เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ หนี้สาธารณะของประเทศหลักทั่วโลกอยู่ในระดับสูงมาก ธนาคารกลางก็มีข้อจำกัดในการปรับนโยบายการเงินอย่างเต็มที่ ซึ่งหมายความว่า วัฏจักรการคุมเข้มแบบเดิมอาจไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างเต็มที่ในอนาคต

ในอีก 50 ปีข้างหน้า ทองคำอาจไม่ใช่แค่การทะยานขึ้นอย่างเดียว แต่จะเป็นช่วงของการเคลื่อนไหวในระดับสูงในช่วงเวลานาน เป็นการพักฐานในระดับสูง (high consolidation) ซึ่งอาจกินเวลาหลายปี จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในระบบการเงินโลก เช่น การสร้างสมดุลใหม่ของสกุลเงิน การยอมรับสินทรัพย์สำรองใหม่ หรือความเชื่อมั่นในระบบการเงินที่ฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ เมื่อเกิดสิ่งเหล่านี้ ราคาทองคำอาจปรับตัวในแนวราบในระดับสูงเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับนักเก็งกำไรระยะสั้นที่มีความอดทน

สิ่งสำคัญคือ การไม่คาดหวังว่าทองคำจะพุ่งขึ้นอย่างเดียวในอนาคต แต่ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนในช่วงเวลานาน การเข้าใจและปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสภาพตลาด จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างผลตอบแทนในระยะยาว

บทบาทที่แท้จริงของทองคำในพอร์ตการลงทุน

หลายคนสงสัยว่า ทองคำคุ้มค่าการลงทุนหรือไม่ คำตอบขึ้นอยู่กับมิติ 2 ด้าน คือ เทียบกับทรัพย์สินประเภทไหน และเลือกช่วงเวลาใด

ในระยะยาว (1971-2025) ราคาทองคำเติบโตขึ้น 120 เท่า ในขณะที่ดัชนีดาวโจนส์เติบโตประมาณ 51 เท่า เมื่อดูในช่วง 50 ปี ผลตอบแทนของทองคำและหุ้นอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน หรือบางช่วงอาจเหนือกว่าด้วยซ้ำ แต่ตัวเลขนี้ซ่อนความจริงอันโหดร้ายไว้ว่า หากคุณลงทุนในทองคำในช่วงปี 2000 ราคาก็เคลื่อนไหวในช่วง 200-300 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นเวลานาน 20 ปี ผลตอบแทนแทบเป็นศูนย์ หรืออาจขาดทุนจากโอกาสที่พลาดไป

ชีวิตเรามีเวลาแค่กี่สิบปีให้รอ?

นั่นหมายความว่า ทองคำไม่ใช่ทรัพย์สินที่ “ยิ่งนานยิ่งดี” เสมอไป มูลค่าที่แท้จริงของทองคำอยู่ที่: การเทรดตามแนวโน้มในช่วงจังหวะที่เหมาะสม จะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าหุ้นอย่างมาก แต่ในช่วงพักฐานก็เป็น “ห้องเย็น” สำหรับเงินลงทุน

วัฏจักรขาขึ้นของทองคำมักเกิดร่วมกับวิกฤติทางเศรษฐกิจ เช่น เงินเฟ้อพุ่งสูง ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือการคลายมาตรการการเงิน ส่วนวัฏจักรขาลงมักกินเวลานานและอยู่ในภาวะซบเซา การจับจังหวะให้ถูกต้อง จะทำให้สามารถทำกำไรจากการเก็งกำไรในช่วงขาขึ้นได้มาก แต่ถ้าจับจังหวะผิด ก็อาจนอนรอในช่วงหลายปี

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ ทองคำเป็นทรัพยากรธรรมชาติ การขุดเจาะและผลิตทองคำในแต่ละช่วงจะมีต้นทุนและความยากลำบากเพิ่มขึ้นตามเวลา ซึ่งหมายความว่า แม้ราคาทองคำจะลดลงในช่วงขาลง แต่ระดับต่ำสุดของราคาก็จะค่อยๆ สูงขึ้นเรื่อยๆ นี่เป็นสัญญาณสำคัญว่า อย่าเข้าใจผิดว่าทองคำจะตกต่ำจนไม่มีค่าเลย ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่า แต่ละรอบของตลาดขาลง ราคาต่ำสุดของมันจะสูงกว่ารอบก่อนเสมอ

กลยุทธ์การจัดสรรสินทรัพย์ในช่วงเศรษฐกิจถดถอย

ความสำเร็จในการลงทุนทองคำขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์สภาพเศรษฐกิจโดยรวม เราขอเสนอหลักการเลือกลงทุนดังนี้:

ในช่วงเศรษฐกิจเติบโต ให้ลงทุนในหุ้น เพราะผลประกอบการดี ราคาหุ้นจะขึ้นตามไปด้วย ในขณะเดียวกัน ตราสารหนี้ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ให้ผลตอบแทนคงที่ ก็อาจไม่ดึงดูดนักลงทุนเท่าไร เพราะไม่ได้ให้ผลตอบแทนสูงเท่าทองคำ

ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว ผลประกอบการของบริษัทลดลง หุ้นจะน่าดึงดูดน้อยลง ทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย และตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนคงที่ ก็จะกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากขึ้น

แนวทางที่ปลอดภัยที่สุดคือ การปรับสัดส่วนของหุ้น ตราสารหนี้ และทองคำตามระดับความเสี่ยงและเป้าหมายการลงทุนของแต่ละคน เนื่องจากสถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เหตุการณ์สำคัญ เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน เงินเฟ้อ การขึ้นดอกเบี้ย การค้าระหว่างประเทศ ล้วนสามารถพลิกผันพอร์ตของคุณได้ในพริบตา การมีการกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์หลายประเภท จึงเป็นกลยุทธ์ที่ดีที่สุด เพื่อให้พอร์ตของคุณมีความเสี่ยงต่ำและเสถียรภาพสูง

วิธีการเทรดระยะสั้น vs การถือครองระยะยาว: วิธีที่ถูกต้องในการลงทุนทองคำ

หลักการง่ายๆ คือ ทองคำเหมาะกับการเทรดตามแนวโน้มในระยะสั้นมากกว่า การถือครองระยะยาวแบบง่ายๆ เพราะ:

  • ผลตอบแทนของทองคำส่วนใหญ่มาจากส่วนต่างราคา (capital gain) ไม่ใช่ดอกเบี้ย
  • การเข้าออกตลาดจึงต้องจับจังหวะให้ดี
  • ตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนจากดอกเบี้ย จึงเน้นการสะสมจำนวนหน่วยลงทุน
  • หุ้นให้ผลตอบแทนจากการเติบโตของกิจการ ซึ่งต้องถือระยะยาว

จากข้อมูลในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา ผลตอบแทนของหุ้นสูงที่สุด รองลงมาคือทองคำ และต่ำสุดคือพันธบัตร ซึ่งชี้ให้เห็นว่า การทำกำไรจากทองคำต้องอาศัยการจับจังหวะแนวโน้มของตลาด หากสามารถเข้าในช่วงขาขึ้นและออกในช่วงขาลง จะได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการถือครองแบบยาวนาน

สำหรับนักลงทุนแต่ละระดับความเสี่ยง:

  • นักลงทุนสายรุก สามารถใช้เครื่องมือเช่น ฟิวเจอร์ส หรือ CFD (สัญญาซื้อขายส่วนต่าง) เพื่อเทรดแบบใช้เลเวอเรจ โดยใช้เงินน้อยแต่สามารถเปิดออร์เดอร์ขนาดใหญ่
  • นักลงทุนสายกลาง ควรเลือก ETF ทองคำ หรือบัญชีฝากทองคำ เพื่อเข้าร่วมแนวโน้มระยะกลาง-ยาว
  • นักลงทุนสายอนุรักษ์ ควรถือทองคำแท้ หรือบัญชีฝากทองคำ เป็นเครื่องมือรักษามูลค่า

5 วิธีลงทุนทองคำ: ข้อดีข้อเสีย

ขึ้นอยู่กับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงของแต่ละคน วิธีลงทุนทองคำมีความแตกต่างกันไป:

1. ทองคำแท้ (Physical Gold) ข้อดี: เก็บง่าย ปลอดภัย เป็นทรัพย์สินที่ซ่อนตัวได้ดี และสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องประดับได้ ข้อเสีย: การซื้อขายไม่สะดวก มีต้นทุนการเก็บรักษา และความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

2. บัญชีฝากทอง (Gold Account) คล้ายกับระบบใบรับรองทองคำในอดีต เมื่อซื้อขายทองคำจะมีบันทึกในบัญชีว่ามีกี่ออนซ์ ข้อดีคือสะดวกต่อการพกพา ข้อเสียคือธนาคารไม่จ่ายดอกเบี้ย และอัตราส่วนต่างซื้อ-ขายค่อนข้างสูง

3. กองทุน ETF ทองคำ (Gold ETF) มีสภาพคล่องสูง ใกล้เคียงกับหุ้น สามารถซื้อขายได้ง่าย ราคาจะสะท้อนมูลค่าทองคำในตลาด ข้อเสียคือ ค่าธรรมเนียมการบริหาร และหากราคาทองไม่เคลื่อนไหวมาก ราคาจะค่อยๆ ลดลงตามเวลา

4. ฟิวเจอร์สทองคำและ CFD (Futures & CFD) เป็นเครื่องมือยอดนิยมสำหรับเทรดระยะสั้น เพราะใช้เงินลงทุนต่ำ มีเลเวอเรจสูง (โดยทั่วไป 1:100) สามารถเปิดออร์เดอร์ทั้งซื้อและขายได้ตลอดเวลา เหมาะสำหรับเทรดเดอร์ที่ต้องการเก็งกำไรในระยะสั้น

5. กองทุนรวมทองคำ (Gold Funds) บริหารโดยมืออาชีพ กระจายความเสี่ยง เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ไม่อยากบริหารเอง

การสมดุลของสินทรัพย์: หุ้น-พันธบัตร-ทองคำ

แต่ละสินทรัพย์มีกลไกการเติบโตและความเสี่ยงแตกต่างกัน ทำให้ผลตอบแทนในแต่ละสภาวะตลาดแตกต่างกันอย่างมาก

สินทรัพย์ แหล่งผลตอบแทน ลักษณะความเสี่ยง สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
ทองคำ ส่วนต่างราคา ผันผวนสูง ช่วงเศรษฐกิจถดถอย เงินเฟ้อสูง ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
หุ้น การเติบโตของกิจการ ปานกลาง เศรษฐกิจเติบโต กำไรบริษัทดีขึ้น
พันธบัตร ดอกเบี้ย ต่ำ อัตราดอกเบี้ยคงที่ ไม่มีความเสี่ยงสูง

ในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา ทองคำให้ผลตอบแทนดีที่สุด แต่ในช่วง 30 ปีล่าสุด ผลตอบแทนของหุ้นสูงกว่า รองลงมาคือทองคำ และสุดท้ายคือพันธบัตร ซึ่งชี้ให้เห็นว่า การกระจายความเสี่ยงในพอร์ตเป็นกลยุทธ์ที่ดีที่สุด เพราะไม่มีสินทรัพย์ใดให้ผลตอบแทนแน่นอนในทุกสภาวะตลาด

ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน เงินเฟ้อ การขึ้นดอกเบี้ย การเกิดวิกฤติในทะเลแดง การปรับสมดุลพอร์ตตามสถานการณ์จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อให้สามารถรับมือกับความผันผวนและสร้างผลตอบแทนในระยะยาว

สรุป: อีก 50 ปีข้างหน้า จะเกิดซ้ำหรือไม่?

ย้อนกลับไปคำถามเดิมว่า วัฏจักรขาขึ้นของทองคำในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา จะเกิดขึ้นอีกในอีก 50 ปีข้างหน้าไหม?

จากกฎเกณฑ์ทางประวัติศาสตร์ คำตอบคือ: อาจจะ แต่รูปแบบจะเปลี่ยนไป

เศรษฐกิจและระบบการเงินมีวัฏจักรของตัวเอง ความเชื่อมั่นในระบบการเงินก็เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ หนี้สาธารณะของประเทศหลักทั่วโลกอยู่ในระดับสูงมาก ธนาคารกลางก็มีข้อจำกัดในการปรับนโยบายการเงินอย่างเต็มที่ ซึ่งหมายความว่า วัฏจักรการคุมเข้มแบบเดิมอาจไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างเต็มที่ในอนาคต

ในอีก 50 ปีข้างหน้า ทองคำอาจไม่ใช่แค่การทะยานขึ้นอย่างเดียว แต่จะเป็นช่วงของการเคลื่อนไหวในระดับสูงในช่วงเวลานาน เป็นการพักฐานในระดับสูง (high consolidation) ซึ่งอาจกินเวลาหลายปี จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในระบบการเงินโลก เช่น การสร้างสมดุลใหม่ของสกุลเงิน การยอมรับสินทรัพย์สำรองใหม่ หรือความเชื่อมั่นในระบบการเงินที่ฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ เมื่อเกิดสิ่งเหล่านี้ ราคาทองคำอาจปรับตัวในแนวราบในระดับสูงเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับนักเก็งกำไรระยะสั้นที่มีความอดทน

สิ่งสำคัญคือ การไม่คาดหวังว่าทองคำจะพุ่งขึ้นอย่างเดียวในอนาคต แต่ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนในช่วงเวลานาน การเข้าใจและปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสภาพตลาด จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างผลตอบแทนในระยะยาว

บทบาทที่แท้จริงของทองคำในพอร์ตการลงทุน

หลายคนสงสัยว่า ทองคำคุ้มค่าการลงทุนหรือไม่ คำตอบขึ้นอยู่กับมิติ 2 ด้าน คือ เทียบกับทรัพย์สินประเภทไหน และเลือกช่วงเวลาใด

ในระยะยาว (1971-2025) ราคาทองคำเติบโตขึ้น 120 เท่า ในขณะที่ดัชนีดาวโจนส์เติบโตประมาณ 51 เท่า เมื่อดูในช่วง 50 ปี ผลตอบแทนของทองคำและหุ้นอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน หรือบางช่วงอาจเหนือกว่าด้วยซ้ำ แต่ตัวเลขนี้ซ่อนความจริงอันโหดร้ายไว้ว่า หากคุณลงทุนในทองคำในช่วงปี 2000 ราคาก็เคลื่อนไหวในช่วง 200-300 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นเวลานาน 20 ปี ผลตอบแทนแทบเป็นศูนย์ หรืออาจขาดทุนจากโอกาสที่พลาดไป

ชีวิตเรามีเวลาแค่กี่สิบปีให้รอ?

นั่นหมายความว่า ทองคำไม่ใช่ทรัพย์สินที่ “ยิ่งนานยิ่งดี” เสมอไป มูลค่าที่แท้จริงของทองคำอยู่ที่: การเทรดตามแนวโน้มในช่วงจังหวะที่เหมาะสม จะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าหุ้นอย่างมาก แต่ในช่วงพักฐานก็เป็น “ห้องเย็น” สำหรับเงินลงทุน

วัฏจักรขาขึ้นของทองคำมักเกิดร่วมกับวิกฤติทางเศรษฐกิจ เช่น เงินเฟ้อพุ่งสูง ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือการคลายมาตรการการเงิน ส่วนวัฏจักรขาลงมักกินเวลานานและอยู่ในภาวะซบเซา การจับจังหวะให้ถูกต้อง จะทำให้สามารถทำกำไรจากการเก็งกำไรในช่วงขาขึ้นได้มาก แต่ถ้าจับจังหวะผิด ก็อาจนอนรอในช่วงหลายปี

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ ทองคำเป็นทรัพยากรธรรมชาติ การขุดเจาะและผลิตทองคำในแต่ละช่วงจะมีต้นทุนและความยากลำบากเพิ่มขึ้นตามเวลา ซึ่งหมายความว่า แม้ราคาทองคำจะลดลงในช่วงขาลง แต่ระดับต่ำสุดของราคาก็จะค่อยๆ สูงขึ้นเรื่อยๆ นี่เป็นสัญญาณสำคัญว่า อย่าเข้าใจผิดว่าทองคำจะตกต่ำจนไม่มีค่าเลย ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่า แต่ละรอบของตลาดขาลง ราคาต่ำสุดของมันจะสูงกว่ารอบก่อนเสมอ

กลยุทธ์การจัดสรรสินทรัพย์ในช่วงเศรษฐกิจถดถอย

ความสำเร็จในการลงทุนทองคำขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์สภาพเศรษฐกิจโดยรวม เราขอเสนอหลักการเลือกลงทุนดังนี้:

ในช่วงเศรษฐกิจเติบโต ให้ลงทุนในหุ้น เพราะผลประกอบการดี ราคาหุ้นจะขึ้นตามไปด้วย ในขณะเดียวกัน ตราสารหนี้ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ให้ผลตอบแทนคงที่ ก็อาจไม่ดึงดูดนักลงทุนเท่าไร เพราะไม่ได้ให้ผลตอบแทนสูงเท่าทองคำ

ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว ผลประกอบการของบริษัทลดลง หุ้นจะน่าดึงดูดน้อยลง ทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย และตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนคงที่ ก็จะกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากขึ้น

แนวทางที่ปลอดภัยที่สุดคือ การปรับสัดส่วนของหุ้น ตราสารหนี้ และทองคำตามระดับความเสี่ยงและเป้าหมายการลงทุนของแต่ละคน เนื่องจากสถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เหตุการณ์สำคัญ เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน เงินเฟ้อ การขึ้นดอกเบี้ย การค้าระหว่างประเทศ ล้วนสามารถพลิกผันพอร์ตของคุณได้ในพริบตา การมีการกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์หลายประเภท จึงเป็นกลยุทธ์ที่ดีที่สุด เพื่อให้พอร์ตของคุณมีความเสี่ยงต่ำและเสถียรภาพสูง

วิธีการเทรดระยะสั้น vs การถือครองระยะยาว: วิธีที่ถูกต้องในการลงทุนทองคำ

หลักการง่ายๆ คือ ทองคำเหมาะกับการเทรดตามแนวโน้มในระยะสั้นมากกว่า การถือครองระยะยาวแบบง่ายๆ เพราะ:

  • ผลตอบแทนของทองคำส่วนใหญ่มาจากส่วนต่างราคา (capital gain) ไม่ใช่ดอกเบี้ย
  • การเข้าออกตลาดจึงต้องจับจังหวะให้ดี
  • ตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนจากดอกเบี้ย จึงเน้นการสะสมจำนวนหน่วยลงทุน
  • หุ้นให้ผลตอบแทนจากการเติบโตของกิจการ ซึ่งต้องถือระยะยาว

จากข้อมูลในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา ผลตอบแทนของหุ้นสูงที่สุด รองลงมาคือทองคำ และต่ำสุดคือพันธบัตร ซึ่งชี้ให้เห็นว่า การทำกำไรจากทองคำต้องอาศัยการจับจังหวะแนวโน้มของตลาด หากสามารถเข้าในช่วงขาขึ้นและออกในช่วงขาลง จะได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการถือครองแบบยาวนาน

สำหรับนักลงทุนแต่ละระดับความเสี่ยง:

  • นักลงทุนสายรุก สามารถใช้เครื่องมือเช่น ฟิวเจอร์ส หรือ CFD (สัญญาซื้อขายส่วนต่าง) เพื่อเทรดแบบใช้เลเวอเรจ โดยใช้เงินน้อยแต่สามารถเปิดออร์เดอร์ขนาดใหญ่
  • นักลงทุนสายกลาง ควรเลือก ETF ทองคำ หรือบัญชีฝากทองคำ เพื่อเข้าร่วมแนวโน้มระยะกลาง-ยาว
  • นักลงทุนสายอนุรักษ์ ควรถือทองคำแท้ หรือบัญชีฝากทองคำ เป็นเครื่องมือรัก
ดูต้นฉบับ
This page may contain third-party content, which is provided for information purposes only (not representations/warranties) and should not be considered as an endorsement of its views by Gate, nor as financial or professional advice. See Disclaimer for details.
  • รางวัล
  • แสดงความคิดเห็น
  • repost
  • แชร์
แสดงความคิดเห็น
0/400
ไม่มีความคิดเห็น
  • ปักหมุด