This page may contain third-party content, which is provided for information purposes only (not representations/warranties) and should not be considered as an endorsement of its views by Gate, nor as financial or professional advice. See Disclaimer for details.
จากการสังเกตราคาทองคำตั้งแต่ปี 2000|ตลาดกระทิงครึ่งศตวรรษจะสามารถดำเนินต่อไปได้อีกไหม?
ตลอดกว่า 50 ปี ราคาทองคำแม้จะผ่านการผันผวนอย่างรุนแรงหลายครั้ง แต่แนวโน้มโดยรวมก็ยังคงเป็นขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง และหลายครั้งก็สร้างสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะเมื่อย้อนกลับไปในยุคทองคำปี 2000 ราคาทองคำเคยอยู่ราวๆ 200 ดอลลาร์ต่อออนซ์เท่านั้น แต่ปัจจุบันทะลุผ่านระดับ 5,100 ดอลลาร์ไปแล้ว เพิ่มขึ้นกว่า 25 เท่า การเทรนด์ขาขึ้นที่ครอบคลุมช่วงครึ่งศตวรรษนี้ จะเกิดขึ้นอีกครั้งในอีก 50 ปีข้างหน้าหรือไม่? บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจคุณค่าการลงทุนในทองคำอย่างรอบด้าน โดยอ้างอิงจากวัฏจักรทางประวัติศาสตร์ แรงขับเคลื่อนภายใน และสถานการณ์ล่าสุด
เปรียบเทียบราคาทองคำปี 2000 กับปัจจุบัน: พิสูจน์การเติบโตในประวัติศาสตร์กว่า 145 เท่า
เพื่อเข้าใจอนาคตของทองคำ ก่อนอื่นต้องย้อนดูอดีต ตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1971 ที่สหรัฐอเมริกาประกาศยุติการตรึงค่าเงินดอลลาร์กับทองคำ (ล่มสลายระบบเบรตตัน-วูดส์) ราคาทองคำก็ทะยานจาก 35 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ไปจนถึงปี 2026 ที่ทะลุ 5,100 ดอลลาร์ รวมการเพิ่มขึ้นกว่า 145 เท่า
ที่น่าจับตามองยิ่งกว่าคือช่วงราคาทองคำในปี 2000 ซึ่งอยู่ราวๆ 200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในช่วง 26 ปีนับจากนั้น ราคาทองคำเพิ่มขึ้นกว่า 2,500% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกัน ดัชนีดาวโจนส์ที่ขึ้นจาก 10,600 จุด ไปสู่ 46,000 จุด ก็มีการเติบโตประมาณ 330% ผลตอบแทนของทองคำจึงเหนือกว่าทรัพย์สินแบบดั้งเดิมหลายเท่า โดยเฉพาะในช่วงสองปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ต้นปี 2024 ที่ราคาทองคำทะลุ 2,000 ดอลลาร์ ไปจนถึงช่วงปลายปี 2026 ที่ทะลุ 5,100 ดอลลาร์ ภายในเวลาเพียง 24 เดือน ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 150% ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดในรอบสิบปี
สิ่งที่สะท้อนให้เห็นคืออะไร? ไม่ใช่แค่ราคาที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยและมูลค่าความน่าเชื่อถือในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกเกิดความไม่แน่นอน
วัฏจักรขาขึ้น-ขาลง 3 รอบลึก: จากระบบเบรตตัน-วูดส์ ถึงยุคปัจจุบัน
เพื่อประเมินแนวโน้มราคาทองคำในอีก 50 ปีข้างหน้า จำเป็นต้องเข้าใจวัฏจักรสำคัญ 3 ช่วงของตลาดทองคำในประวัติศาสตร์ และแก่นแท้ของมัน
วัฏจักรขาขึ้นแรก (1971-1980): จากวิกฤติการแยกตัวสู่ยุคเงินเฟ้อพุ่ง
นี่คือจุดเริ่มต้นของตลาดทองคำในยุคสมัยใหม่ หลังจากที่ระบบเบรตตัน-วูดส์ล่มสลายในปี 1971 สหรัฐอเมริกาได้ปลดล็อคทองคำจากดอลลาร์อย่างสมบูรณ์ ราคาทองคำก็ทะยานจาก 35 ดอลลาร์ ไปสู่ระดับสูงสุดที่ 850 ดอลลาร์ในเวลาเพียง 9 ปี เพิ่มขึ้น 24 เท่า ช่วงนี้แบ่งเป็น 2 ช่วงสำคัญ คือ ช่วงแรกเกิดจากความหวั่นวิตกของประชาชนต่อความเชื่อมั่นในดอลลาร์หลังแยกตัวจากทองคำ ซึ่งในอดีตดอลลาร์คือใบรับรองทองคำ แต่ตอนนี้ไม่สามารถแลกทองได้อีกต่อไป จึงเกิดความกลัวว่าจะกลายเป็นแค่ภาพวาดบนผนังเท่านั้น ผู้คนจึงนิยมเก็บทองคำมากกว่าถือดอลลาร์ ช่วงหลังเป็นผลจากวิกฤติพลังงาน เช่น น้ำมันแพง การปฏิวัติอิหร่าน การรุกรานอัฟกานิสถานของโซเวียต ซึ่งกระตุ้นความคาดหวังเงินเฟ้อ
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 1980 เมื่อเจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ใช้นโยบายขึ้นดอกเบี้ยอย่างรุนแรง (อัตราดอกเบี้ยสูงกว่า 20%) เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ราคาทองคำร่วงลงกว่า 80% หลังจากนั้นเป็นเวลากว่า 20 ปี (1980-2000) ราคาทองคำเคลื่อนไหวในช่วง 200-300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยยังไม่ทะลุจุดสูงสุดในอดีต ทำให้นักลงทุนต้องรอคอยเวลาที่จะทะลุผ่านจุดสูงสุดเดิมอีกครั้ง
วัฏจักรขาขึ้นที่สอง (2001-2011): ยุคดอกเบี้ยต่ำและวิกฤติการเงินโลก
หลังจากฟองสบู่ดอทคอมแตกในปี 2001 ราคาทองคำเริ่มต้นจากจุดต่ำสุดที่ 250 ดอลลาร์ จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ 9/11 ซึ่งเปลี่ยนโฉมหน้าของโลก สหรัฐฯ เริ่มทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายเป็นเวลา 10 ปี งบประมาณทหารบานปลาย ทำให้รัฐบาลต้องลดดอกเบี้ยและกู้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งผลคือราคาบ้านพุ่งสูงสุด แต่ในปี 2008 ก็เกิดวิกฤติการเงินโลก จนทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงัก
เพื่อช่วยฟื้นฟูตลาด ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จัดทำมาตรการ QE (การพิมพ์เงินแบบไม่จำกัด) ส่งผลให้ราคาทองคำทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 10 ปี จนถึงปี 2011 ที่ราคาทะลุ 1,920 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นจุดสูงสุดในรอบหลายสิบปี โดยเพิ่มขึ้นจากจุดต่ำสุดในปี 2001 กว่า 700%
แต่ความรุ่งโรจน์นี้ไม่ยืนยง เมื่อในปี 2011 เฟดประกาศยุติ QE และวิกฤติในยุโรปก็รุนแรงขึ้น ทำให้ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงขาลงยาวนาน 8 ปี ลดลงกว่า 45% จากจุดสูงสุด
วัฏจักรขาขึ้นล่าสุด (2019-ปัจจุบัน): การซื้อทองคำของธนาคารกลางและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์
ปี 2019 ราคาทองคำเริ่มต้นใหม่จากประมาณ 1,200 ดอลลาร์ เป็นจุดเริ่มต้นของวัฏจักรขาขึ้นครั้งที่สาม ซึ่งแตกต่างจากรอบก่อนๆ เพราะแรงผลักดันมาจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น กระแสการลดการใช้ดอลลาร์ในระดับโลก (de-dollarization) นโยบาย QE ของสหรัฐฯ ในปี 2020 สงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2022 ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และการซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะในปี 2024-2025 ตลาดทองคำได้เข้าสู่ “ยุคทองคำมหากาพย์” ซึ่งราคาพุ่งจากประมาณ 2,000 ดอลลาร์ในต้นปี 2024 ไปสู่ระดับสูงสุดที่เกินกว่า 5,100 ดอลลาร์ในต้นปี 2026 ภายในเวลาเพียง 2 ปี การคาดการณ์ชี้ว่า ปัจจัยหลักที่ผลักดันราคาคือ ความไม่แน่นอนทางนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงในตะวันออกกลาง การเพิ่มขึ้นของการถือครองทองคำของธนาคารกลาง และความต้องการความปลอดภัยในช่วงวิกฤติภูมิรัฐศาสตร์
เมื่อเข้าสู่ปี 2025 สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงรุนแรงขึ้น สหรัฐฯ เพิ่มภาษีและมาตรการกีดกันทางการค้า การผันผวนของตลาดหุ้นทั่วโลก ดัชนีดอลลาร์อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ราคาทองคำก็ทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยยังไม่มีสัญญาณว่าจะถึงจุดสูงสุด
วิเคราะห์วัฏจักร: การสิ้นสุดของขาขึ้นต้องการการคุมเข้มที่แท้จริง
จากการศึกษาวัฏจักรทั้ง 3 ช่วง เราสามารถสรุปกฎเกณฑ์สำคัญของการลงทุนทองคำได้ดังนี้:
สาเหตุของขาขึ้น: วิกฤติความเชื่อมั่น + นโยบายการเงินผ่อนคลาย ทุกวัฏจักรขาขึ้นเริ่มต้นจากความเชื่อมั่นในดอลลาร์ถล่ม หรือความกดดันทางระบบเศรษฐกิจ เช่น ปี 1971 ที่ระบบทองคำล่มสลาย ปี 2001 ที่ดอกเบี้ยต่ำช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจ และปี 2018 ที่นโยบายผ่อนคลายทางการเงินและวิกฤติการเมืองโลกเป็นตัวเร่ง ผลลัพธ์คือ ทองคำเป็น “เสียงโหวตไม่เชื่อมั่นในระบบเงินตราเดิม”
ช่วงเวลาขาขึ้นแบ่งเป็น 3 ระยะ: ช้า→เร่ง→ร้อนเกิน ในช่วงเริ่มต้น ราคาทองคำจะเคลื่อนไหวในระดับต่ำๆ สะสมอยู่ ช่วงกลางจะเกิดวิกฤติหรือความไม่แน่นอนที่เร่งให้ราคาพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว สุดท้ายเป็นช่วงที่นักเก็งกำไรเข้ามาเก็งกำไรจนเกิดความร้อนแรง ซึ่งในประวัติศาสตร์ วัฏจักรขาขึ้นมักกินเวลาประมาณ 8-10 ปี และให้ผลตอบแทนตั้งแต่ 7 เท่า ไปจนถึง 24 เท่า
การสิ้นสุดของขาขึ้น: การคุมเข้มอย่างรุนแรง + ควบคุมเงินเฟ้อ ทุกครั้งที่วัฏจักรขาขึ้นจบลง มักเกิดจากนโยบายการคุมเข้มของธนาคารกลาง เช่น ปี 1980 ที่เฟดขึ้นดอกเบี้ยอย่างรุนแรง ปี 2011 ที่สิ้นสุดนโยบาย QE การปรับฐาน 20-30% เป็นเรื่องปกติ แต่ตราบใดที่ราคายังไม่ทะลุเส้นแนวรับสำคัญ เช่น เส้นค่าเฉลี่ย 200 เดือน ก็ยังสามารถกลับมาขึ้นต่อได้
ลักษณะเฉพาะของวัฏจักรขาขึ้นในปัจจุบัน: การพักฐานในระดับสูงอาจยาวนาน
แต่ในขณะเดียวกัน วัฏจักรนี้ก็เผชิญกับความท้าทายที่ไม่เคยมีมาก่อน เนื่องจากหนี้สาธารณะของประเทศหลักทั่วโลกอยู่ในระดับสูงมาก ธนาคารกลางไม่สามารถขึ้นดอกเบี้ยอย่างเต็มที่โดยไม่เสี่ยงวิกฤติหนี้ล้มละลาย ซึ่งหมายความว่าวัฏจักรการคุมเข้มแบบเดิมอาจไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์ ทองคำอาจอยู่ในช่วงของการเคลื่อนไหวในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เป็นช่วงของการพักฐานในระดับสูง (high consolidation) ซึ่งอาจกินเวลาหลายปี จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในระบบการเงินโลก เช่น การสร้างสมดุลใหม่ของสกุลเงิน การยอมรับสินทรัพย์สำรองใหม่ หรือความเชื่อมั่นในระบบการเงินโลกที่ฟื้นฟูขึ้นมาใหม่
บทบาทที่แท้จริงของทองคำในพอร์ตการลงทุน
หลายคนสงสัยว่า ทองคำคุ้มค่าการลงทุนหรือไม่ คำตอบขึ้นอยู่กับมิติ 2 ด้าน คือ เทียบกับทรัพย์สินประเภทไหน และเลือกช่วงเวลาใด
ในระยะยาว (1971-2025) ราคาทองคำเติบโตขึ้น 120 เท่า ในขณะที่ดัชนีดาวโจนส์เติบโตประมาณ 51 เท่า เมื่อดูในช่วง 50 ปี ผลตอบแทนของทองคำและหุ้นอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน หรือบางช่วงอาจเหนือกว่าด้วยซ้ำ แต่ตัวเลขนี้ซ่อนความจริงอันโหดร้ายไว้ว่า หากคุณลงทุนในทองคำในช่วงปี 2000 ราคาก็เคลื่อนไหวในช่วง 200-300 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นเวลานาน 20 ปี ผลตอบแทนแทบเป็นศูนย์ หรืออาจขาดทุนจากโอกาสที่พลาดไป
ชีวิตเรามีเวลาแค่กี่สิบปีให้รอ?
นั่นหมายความว่า ทองคำไม่ใช่ทรัพย์สินที่ “ยิ่งนานยิ่งดี” เสมอไป มูลค่าที่แท้จริงของทองคำอยู่ที่: การเทรดตามแนวโน้มในช่วงจังหวะที่เหมาะสม จะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าหุ้นอย่างมาก แต่ในช่วงพักฐานก็เป็น “ห้องเย็น” สำหรับเงินลงทุน
วัฏจักรขาขึ้นของทองคำมักเกิดร่วมกับวิกฤติทางเศรษฐกิจ เช่น เงินเฟ้อพุ่งสูง ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือการคลายมาตรการการเงิน ส่วนวัฏจักรขาลงมักกินเวลานานและอยู่ในภาวะซบเซา การจับจังหวะให้ถูกต้อง จะทำให้สามารถทำกำไรจากการเก็งกำไรในช่วงขาขึ้นได้มาก แต่ถ้าจับจังหวะผิด ก็อาจนอนรอในช่วงหลายปี
อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ ทองคำเป็นทรัพยากรธรรมชาติ การขุดเจาะและผลิตทองคำในแต่ละช่วงจะมีต้นทุนและความยากลำบากเพิ่มขึ้นตามเวลา ซึ่งหมายความว่า แม้ราคาทองคำจะลดลงในช่วงขาลง แต่ระดับต่ำสุดของราคาก็จะค่อยๆ สูงขึ้นเรื่อยๆ นี่เป็นสัญญาณสำคัญว่า อย่าเข้าใจผิดว่าทองคำจะตกต่ำจนไม่มีค่าเลย ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่า แต่ละรอบของตลาดขาลง ราคาต่ำสุดของมันจะสูงกว่ารอบก่อนเสมอ
กลยุทธ์การจัดสรรสินทรัพย์ในช่วงเศรษฐกิจถดถอย
ความสำเร็จในการลงทุนทองคำขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์สภาพเศรษฐกิจโดยรวม เราขอเสนอหลักการเลือกลงทุนดังนี้:
ในช่วงเศรษฐกิจเติบโต ให้ลงทุนในหุ้น เพราะผลประกอบการดี ราคาหุ้นจะขึ้นตามไปด้วย ในขณะเดียวกัน ตราสารหนี้ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ให้ผลตอบแทนคงที่ ก็อาจไม่ดึงดูดนักลงทุนเท่าไร เพราะไม่ได้ให้ผลตอบแทนสูงเท่าทองคำ
ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว ผลประกอบการของบริษัทลดลง หุ้นจะน่าดึงดูดน้อยลง ทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย และตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนคงที่ ก็จะกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากขึ้น
แนวทางที่ปลอดภัยที่สุดคือ การปรับสัดส่วนของหุ้น ตราสารหนี้ และทองคำตามระดับความเสี่ยงและเป้าหมายการลงทุนของแต่ละคน เนื่องจากสถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เหตุการณ์สำคัญ เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน เงินเฟ้อ การขึ้นดอกเบี้ย การค้าระหว่างประเทศ ล้วนสามารถพลิกผันพอร์ตของคุณได้ในพริบตา การมีการกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์หลายประเภท จึงเป็นกลยุทธ์ที่ดีที่สุด เพื่อให้พอร์ตของคุณมีความเสี่ยงต่ำและเสถียรภาพสูง
วิธีการเทรดระยะสั้น vs การถือครองระยะยาว: วิธีที่ถูกต้องในการลงทุนทองคำ
หลักการง่ายๆ คือ ทองคำเหมาะกับการเทรดตามแนวโน้มในระยะสั้นมากกว่า การถือครองระยะยาวแบบง่ายๆ เพราะ:
จากข้อมูลในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา ผลตอบแทนของหุ้นสูงที่สุด รองลงมาคือทองคำ และต่ำสุดคือพันธบัตร ซึ่งชี้ให้เห็นว่า การทำกำไรจากทองคำต้องอาศัยการจับจังหวะแนวโน้มของตลาด หากสามารถเข้าในช่วงขาขึ้นและออกในช่วงขาลง จะได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการถือครองแบบยาวนาน
สำหรับนักลงทุนแต่ละระดับความเสี่ยง:
5 วิธีลงทุนทองคำ: ข้อดีข้อเสีย
ขึ้นอยู่กับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงของแต่ละคน วิธีลงทุนทองคำมีความแตกต่างกันไป:
1. ทองคำแท้ (Physical Gold) ข้อดี: เก็บง่าย ปลอดภัย เป็นทรัพย์สินที่ซ่อนตัวได้ดี และสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องประดับได้ ข้อเสีย: การซื้อขายไม่สะดวก มีต้นทุนการเก็บรักษา และความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
2. บัญชีฝากทอง (Gold Account) คล้ายกับระบบใบรับรองทองคำในอดีต เมื่อซื้อขายทองคำจะมีบันทึกในบัญชีว่ามีกี่ออนซ์ ข้อดีคือสะดวกต่อการพกพา ข้อเสียคือธนาคารไม่จ่ายดอกเบี้ย และอัตราส่วนต่างซื้อ-ขายค่อนข้างสูง
3. กองทุน ETF ทองคำ (Gold ETF) มีสภาพคล่องสูง ใกล้เคียงกับหุ้น สามารถซื้อขายได้ง่าย ราคาจะสะท้อนมูลค่าทองคำในตลาด ข้อเสียคือ ค่าธรรมเนียมการบริหาร และหากราคาทองไม่เคลื่อนไหวมาก ราคาจะค่อยๆ ลดลงตามเวลา
4. ฟิวเจอร์สทองคำและ CFD (Futures & CFD) เป็นเครื่องมือยอดนิยมสำหรับเทรดระยะสั้น เพราะใช้เงินลงทุนต่ำ มีเลเวอเรจสูง (โดยทั่วไป 1:100) สามารถเปิดออร์เดอร์ทั้งซื้อและขายได้ตลอดเวลา เหมาะสำหรับเทรดเดอร์ที่ต้องการเก็งกำไรในระยะสั้น
5. กองทุนรวมทองคำ (Gold Funds) บริหารโดยมืออาชีพ กระจายความเสี่ยง เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ไม่อยากบริหารเอง
การสมดุลของสินทรัพย์: หุ้น-พันธบัตร-ทองคำ
แต่ละสินทรัพย์มีกลไกการเติบโตและความเสี่ยงแตกต่างกัน ทำให้ผลตอบแทนในแต่ละสภาวะตลาดแตกต่างกันอย่างมาก
ในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา ทองคำให้ผลตอบแทนดีที่สุด แต่ในช่วง 30 ปีล่าสุด หุ้นให้ผลตอบแทนสูงกว่า รองลงมาคือทองคำ และสุดท้ายคือพันธบัตร ซึ่งชี้ให้เห็นว่า การกระจายความเสี่ยงในพอร์ตเป็นกลยุทธ์ที่ดีที่สุด เพราะไม่มีสินทรัพย์ใดให้ผลตอบแทนแน่นอนในทุกสภาวะตลาด
ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน เงินเฟ้อ การขึ้นดอกเบี้ย การเกิดวิกฤติในทะเลแดง การปรับสมดุลพอร์ตตามสถานการณ์จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อให้สามารถรับมือกับความผันผวนและสร้างผลตอบแทนในระยะยาว
สรุป: อีก 50 ปีข้างหน้า จะเกิดซ้ำหรือไม่?
ย้อนกลับไปคำถามเดิมว่า วัฏจักรขาขึ้นของทองคำในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา จะเกิดขึ้นอีกในอีก 50 ปีข้างหน้าไหม?
จากกฎเกณฑ์ทางประวัติศาสตร์ คำตอบคือ: อาจจะ แต่รูปแบบจะเปลี่ยนไป
เศรษฐกิจและระบบการเงินมีวัฏจักรของตัวเอง ความเชื่อมั่นในระบบการเงินก็เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ หนี้สาธารณะของประเทศหลักทั่วโลกอยู่ในระดับสูงมาก ธนาคารกลางก็มีข้อจำกัดในการปรับนโยบายการเงินอย่างเต็มที่ ซึ่งหมายความว่า วัฏจักรการคุมเข้มแบบเดิมอาจไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างเต็มที่ในอนาคต
ในอีก 50 ปีข้างหน้า ทองคำอาจไม่ใช่แค่การทะยานขึ้นอย่างเดียว แต่จะเป็นช่วงของการเคลื่อนไหวในระดับสูงในช่วงเวลานาน เป็นการพักฐานในระดับสูง (high consolidation) ซึ่งอาจกินเวลาหลายปี จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในระบบการเงินโลก เช่น การสร้างสมดุลใหม่ของสกุลเงิน การยอมรับสินทรัพย์สำรองใหม่ หรือความเชื่อมั่นในระบบการเงินที่ฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ เมื่อเกิดสิ่งเหล่านี้ ราคาทองคำอาจปรับตัวในแนวราบในระดับสูงเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับนักเก็งกำไรระยะสั้นที่มีความอดทน
สิ่งสำคัญคือ การไม่คาดหวังว่าทองคำจะพุ่งขึ้นอย่างเดียวในอนาคต แต่ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนในช่วงเวลานาน การเข้าใจและปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสภาพตลาด จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างผลตอบแทนในระยะยาว
บทบาทที่แท้จริงของทองคำในพอร์ตการลงทุน
หลายคนสงสัยว่า ทองคำคุ้มค่าการลงทุนหรือไม่ คำตอบขึ้นอยู่กับมิติ 2 ด้าน คือ เทียบกับทรัพย์สินประเภทไหน และเลือกช่วงเวลาใด
ในระยะยาว (1971-2025) ราคาทองคำเติบโตขึ้น 120 เท่า ในขณะที่ดัชนีดาวโจนส์เติบโตประมาณ 51 เท่า เมื่อดูในช่วง 50 ปี ผลตอบแทนของทองคำและหุ้นอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน หรือบางช่วงอาจเหนือกว่าด้วยซ้ำ แต่ตัวเลขนี้ซ่อนความจริงอันโหดร้ายไว้ว่า หากคุณลงทุนในทองคำในช่วงปี 2000 ราคาก็เคลื่อนไหวในช่วง 200-300 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นเวลานาน 20 ปี ผลตอบแทนแทบเป็นศูนย์ หรืออาจขาดทุนจากโอกาสที่พลาดไป
ชีวิตเรามีเวลาแค่กี่สิบปีให้รอ?
นั่นหมายความว่า ทองคำไม่ใช่ทรัพย์สินที่ “ยิ่งนานยิ่งดี” เสมอไป มูลค่าที่แท้จริงของทองคำอยู่ที่: การเทรดตามแนวโน้มในช่วงจังหวะที่เหมาะสม จะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าหุ้นอย่างมาก แต่ในช่วงพักฐานก็เป็น “ห้องเย็น” สำหรับเงินลงทุน
วัฏจักรขาขึ้นของทองคำมักเกิดร่วมกับวิกฤติทางเศรษฐกิจ เช่น เงินเฟ้อพุ่งสูง ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือการคลายมาตรการการเงิน ส่วนวัฏจักรขาลงมักกินเวลานานและอยู่ในภาวะซบเซา การจับจังหวะให้ถูกต้อง จะทำให้สามารถทำกำไรจากการเก็งกำไรในช่วงขาขึ้นได้มาก แต่ถ้าจับจังหวะผิด ก็อาจนอนรอในช่วงหลายปี
อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ ทองคำเป็นทรัพยากรธรรมชาติ การขุดเจาะและผลิตทองคำในแต่ละช่วงจะมีต้นทุนและความยากลำบากเพิ่มขึ้นตามเวลา ซึ่งหมายความว่า แม้ราคาทองคำจะลดลงในช่วงขาลง แต่ระดับต่ำสุดของราคาก็จะค่อยๆ สูงขึ้นเรื่อยๆ นี่เป็นสัญญาณสำคัญว่า อย่าเข้าใจผิดว่าทองคำจะตกต่ำจนไม่มีค่าเลย ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่า แต่ละรอบของตลาดขาลง ราคาต่ำสุดของมันจะสูงกว่ารอบก่อนเสมอ
กลยุทธ์การจัดสรรสินทรัพย์ในช่วงเศรษฐกิจถดถอย
ความสำเร็จในการลงทุนทองคำขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์สภาพเศรษฐกิจโดยรวม เราขอเสนอหลักการเลือกลงทุนดังนี้:
ในช่วงเศรษฐกิจเติบโต ให้ลงทุนในหุ้น เพราะผลประกอบการดี ราคาหุ้นจะขึ้นตามไปด้วย ในขณะเดียวกัน ตราสารหนี้ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ให้ผลตอบแทนคงที่ ก็อาจไม่ดึงดูดนักลงทุนเท่าไร เพราะไม่ได้ให้ผลตอบแทนสูงเท่าทองคำ
ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว ผลประกอบการของบริษัทลดลง หุ้นจะน่าดึงดูดน้อยลง ทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย และตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนคงที่ ก็จะกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากขึ้น
แนวทางที่ปลอดภัยที่สุดคือ การปรับสัดส่วนของหุ้น ตราสารหนี้ และทองคำตามระดับความเสี่ยงและเป้าหมายการลงทุนของแต่ละคน เนื่องจากสถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เหตุการณ์สำคัญ เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน เงินเฟ้อ การขึ้นดอกเบี้ย การค้าระหว่างประเทศ ล้วนสามารถพลิกผันพอร์ตของคุณได้ในพริบตา การมีการกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์หลายประเภท จึงเป็นกลยุทธ์ที่ดีที่สุด เพื่อให้พอร์ตของคุณมีความเสี่ยงต่ำและเสถียรภาพสูง
วิธีการเทรดระยะสั้น vs การถือครองระยะยาว: วิธีที่ถูกต้องในการลงทุนทองคำ
หลักการง่ายๆ คือ ทองคำเหมาะกับการเทรดตามแนวโน้มในระยะสั้นมากกว่า การถือครองระยะยาวแบบง่ายๆ เพราะ:
จากข้อมูลในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา ผลตอบแทนของหุ้นสูงที่สุด รองลงมาคือทองคำ และต่ำสุดคือพันธบัตร ซึ่งชี้ให้เห็นว่า การทำกำไรจากทองคำต้องอาศัยการจับจังหวะแนวโน้มของตลาด หากสามารถเข้าในช่วงขาขึ้นและออกในช่วงขาลง จะได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการถือครองแบบยาวนาน
สำหรับนักลงทุนแต่ละระดับความเสี่ยง:
5 วิธีลงทุนทองคำ: ข้อดีข้อเสีย
ขึ้นอยู่กับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงของแต่ละคน วิธีลงทุนทองคำมีความแตกต่างกันไป:
1. ทองคำแท้ (Physical Gold) ข้อดี: เก็บง่าย ปลอดภัย เป็นทรัพย์สินที่ซ่อนตัวได้ดี และสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องประดับได้ ข้อเสีย: การซื้อขายไม่สะดวก มีต้นทุนการเก็บรักษา และความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
2. บัญชีฝากทอง (Gold Account) คล้ายกับระบบใบรับรองทองคำในอดีต เมื่อซื้อขายทองคำจะมีบันทึกในบัญชีว่ามีกี่ออนซ์ ข้อดีคือสะดวกต่อการพกพา ข้อเสียคือธนาคารไม่จ่ายดอกเบี้ย และอัตราส่วนต่างซื้อ-ขายค่อนข้างสูง
3. กองทุน ETF ทองคำ (Gold ETF) มีสภาพคล่องสูง ใกล้เคียงกับหุ้น สามารถซื้อขายได้ง่าย ราคาจะสะท้อนมูลค่าทองคำในตลาด ข้อเสียคือ ค่าธรรมเนียมการบริหาร และหากราคาทองไม่เคลื่อนไหวมาก ราคาจะค่อยๆ ลดลงตามเวลา
4. ฟิวเจอร์สทองคำและ CFD (Futures & CFD) เป็นเครื่องมือยอดนิยมสำหรับเทรดระยะสั้น เพราะใช้เงินลงทุนต่ำ มีเลเวอเรจสูง (โดยทั่วไป 1:100) สามารถเปิดออร์เดอร์ทั้งซื้อและขายได้ตลอดเวลา เหมาะสำหรับเทรดเดอร์ที่ต้องการเก็งกำไรในระยะสั้น
5. กองทุนรวมทองคำ (Gold Funds) บริหารโดยมืออาชีพ กระจายความเสี่ยง เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ไม่อยากบริหารเอง
การสมดุลของสินทรัพย์: หุ้น-พันธบัตร-ทองคำ
แต่ละสินทรัพย์มีกลไกการเติบโตและความเสี่ยงแตกต่างกัน ทำให้ผลตอบแทนในแต่ละสภาวะตลาดแตกต่างกันอย่างมาก
ในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา ทองคำให้ผลตอบแทนดีที่สุด แต่ในช่วง 30 ปีล่าสุด ผลตอบแทนของหุ้นสูงกว่า รองลงมาคือทองคำ และสุดท้ายคือพันธบัตร ซึ่งชี้ให้เห็นว่า การกระจายความเสี่ยงในพอร์ตเป็นกลยุทธ์ที่ดีที่สุด เพราะไม่มีสินทรัพย์ใดให้ผลตอบแทนแน่นอนในทุกสภาวะตลาด
ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน เงินเฟ้อ การขึ้นดอกเบี้ย การเกิดวิกฤติในทะเลแดง การปรับสมดุลพอร์ตตามสถานการณ์จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อให้สามารถรับมือกับความผันผวนและสร้างผลตอบแทนในระยะยาว
สรุป: อีก 50 ปีข้างหน้า จะเกิดซ้ำหรือไม่?
ย้อนกลับไปคำถามเดิมว่า วัฏจักรขาขึ้นของทองคำในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา จะเกิดขึ้นอีกในอีก 50 ปีข้างหน้าไหม?
จากกฎเกณฑ์ทางประวัติศาสตร์ คำตอบคือ: อาจจะ แต่รูปแบบจะเปลี่ยนไป
เศรษฐกิจและระบบการเงินมีวัฏจักรของตัวเอง ความเชื่อมั่นในระบบการเงินก็เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ หนี้สาธารณะของประเทศหลักทั่วโลกอยู่ในระดับสูงมาก ธนาคารกลางก็มีข้อจำกัดในการปรับนโยบายการเงินอย่างเต็มที่ ซึ่งหมายความว่า วัฏจักรการคุมเข้มแบบเดิมอาจไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างเต็มที่ในอนาคต
ในอีก 50 ปีข้างหน้า ทองคำอาจไม่ใช่แค่การทะยานขึ้นอย่างเดียว แต่จะเป็นช่วงของการเคลื่อนไหวในระดับสูงในช่วงเวลานาน เป็นการพักฐานในระดับสูง (high consolidation) ซึ่งอาจกินเวลาหลายปี จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในระบบการเงินโลก เช่น การสร้างสมดุลใหม่ของสกุลเงิน การยอมรับสินทรัพย์สำรองใหม่ หรือความเชื่อมั่นในระบบการเงินที่ฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ เมื่อเกิดสิ่งเหล่านี้ ราคาทองคำอาจปรับตัวในแนวราบในระดับสูงเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับนักเก็งกำไรระยะสั้นที่มีความอดทน
สิ่งสำคัญคือ การไม่คาดหวังว่าทองคำจะพุ่งขึ้นอย่างเดียวในอนาคต แต่ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนในช่วงเวลานาน การเข้าใจและปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสภาพตลาด จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างผลตอบแทนในระยะยาว
บทบาทที่แท้จริงของทองคำในพอร์ตการลงทุน
หลายคนสงสัยว่า ทองคำคุ้มค่าการลงทุนหรือไม่ คำตอบขึ้นอยู่กับมิติ 2 ด้าน คือ เทียบกับทรัพย์สินประเภทไหน และเลือกช่วงเวลาใด
ในระยะยาว (1971-2025) ราคาทองคำเติบโตขึ้น 120 เท่า ในขณะที่ดัชนีดาวโจนส์เติบโตประมาณ 51 เท่า เมื่อดูในช่วง 50 ปี ผลตอบแทนของทองคำและหุ้นอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน หรือบางช่วงอาจเหนือกว่าด้วยซ้ำ แต่ตัวเลขนี้ซ่อนความจริงอันโหดร้ายไว้ว่า หากคุณลงทุนในทองคำในช่วงปี 2000 ราคาก็เคลื่อนไหวในช่วง 200-300 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นเวลานาน 20 ปี ผลตอบแทนแทบเป็นศูนย์ หรืออาจขาดทุนจากโอกาสที่พลาดไป
ชีวิตเรามีเวลาแค่กี่สิบปีให้รอ?
นั่นหมายความว่า ทองคำไม่ใช่ทรัพย์สินที่ “ยิ่งนานยิ่งดี” เสมอไป มูลค่าที่แท้จริงของทองคำอยู่ที่: การเทรดตามแนวโน้มในช่วงจังหวะที่เหมาะสม จะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าหุ้นอย่างมาก แต่ในช่วงพักฐานก็เป็น “ห้องเย็น” สำหรับเงินลงทุน
วัฏจักรขาขึ้นของทองคำมักเกิดร่วมกับวิกฤติทางเศรษฐกิจ เช่น เงินเฟ้อพุ่งสูง ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือการคลายมาตรการการเงิน ส่วนวัฏจักรขาลงมักกินเวลานานและอยู่ในภาวะซบเซา การจับจังหวะให้ถูกต้อง จะทำให้สามารถทำกำไรจากการเก็งกำไรในช่วงขาขึ้นได้มาก แต่ถ้าจับจังหวะผิด ก็อาจนอนรอในช่วงหลายปี
อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ ทองคำเป็นทรัพยากรธรรมชาติ การขุดเจาะและผลิตทองคำในแต่ละช่วงจะมีต้นทุนและความยากลำบากเพิ่มขึ้นตามเวลา ซึ่งหมายความว่า แม้ราคาทองคำจะลดลงในช่วงขาลง แต่ระดับต่ำสุดของราคาก็จะค่อยๆ สูงขึ้นเรื่อยๆ นี่เป็นสัญญาณสำคัญว่า อย่าเข้าใจผิดว่าทองคำจะตกต่ำจนไม่มีค่าเลย ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่า แต่ละรอบของตลาดขาลง ราคาต่ำสุดของมันจะสูงกว่ารอบก่อนเสมอ
กลยุทธ์การจัดสรรสินทรัพย์ในช่วงเศรษฐกิจถดถอย
ความสำเร็จในการลงทุนทองคำขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์สภาพเศรษฐกิจโดยรวม เราขอเสนอหลักการเลือกลงทุนดังนี้:
ในช่วงเศรษฐกิจเติบโต ให้ลงทุนในหุ้น เพราะผลประกอบการดี ราคาหุ้นจะขึ้นตามไปด้วย ในขณะเดียวกัน ตราสารหนี้ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ให้ผลตอบแทนคงที่ ก็อาจไม่ดึงดูดนักลงทุนเท่าไร เพราะไม่ได้ให้ผลตอบแทนสูงเท่าทองคำ
ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว ผลประกอบการของบริษัทลดลง หุ้นจะน่าดึงดูดน้อยลง ทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย และตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนคงที่ ก็จะกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากขึ้น
แนวทางที่ปลอดภัยที่สุดคือ การปรับสัดส่วนของหุ้น ตราสารหนี้ และทองคำตามระดับความเสี่ยงและเป้าหมายการลงทุนของแต่ละคน เนื่องจากสถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เหตุการณ์สำคัญ เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน เงินเฟ้อ การขึ้นดอกเบี้ย การค้าระหว่างประเทศ ล้วนสามารถพลิกผันพอร์ตของคุณได้ในพริบตา การมีการกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์หลายประเภท จึงเป็นกลยุทธ์ที่ดีที่สุด เพื่อให้พอร์ตของคุณมีความเสี่ยงต่ำและเสถียรภาพสูง
วิธีการเทรดระยะสั้น vs การถือครองระยะยาว: วิธีที่ถูกต้องในการลงทุนทองคำ
หลักการง่ายๆ คือ ทองคำเหมาะกับการเทรดตามแนวโน้มในระยะสั้นมากกว่า การถือครองระยะยาวแบบง่ายๆ เพราะ:
จากข้อมูลในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา ผลตอบแทนของหุ้นสูงที่สุด รองลงมาคือทองคำ และต่ำสุดคือพันธบัตร ซึ่งชี้ให้เห็นว่า การทำกำไรจากทองคำต้องอาศัยการจับจังหวะแนวโน้มของตลาด หากสามารถเข้าในช่วงขาขึ้นและออกในช่วงขาลง จะได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการถือครองแบบยาวนาน
สำหรับนักลงทุนแต่ละระดับความเสี่ยง: