This page may contain third-party content, which is provided for information purposes only (not representations/warranties) and should not be considered as an endorsement of its views by Gate, nor as financial or professional advice. See Disclaimer for details.
วิเคราะห์แนวโน้มราคาทองคำ: จากจุดต่ำสุดในปี 2022 ถึงจุดสูงสุดใหม่ในปี 2026 คาดการณ์อนาคตอย่างไร?
ในสิ้นปี 2022 ราคาทองคำเคยร่วงต่ำสุด หลายฝ่ายเชื่อว่าขาขึ้นสิ้นสุดแล้ว อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลากว่า 3 ปีต่อมา ทองคำแสดงพลังที่คาดไม่ถึง จากจุดต่ำสุดในปี 2022 จนทะลุ 5000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในต้นปี 2026 การวิเคราะห์แนวโน้มราคาทองคำเผยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างลึกซึ้ง — ไม่ใช่แค่แรงขับจากเงินเฟ้อหรือความหวาดกลัวเท่านั้น แต่เป็นภาพสะท้อนของการปรับตัวครั้งสำคัญของระบบเครดิตโลก
ทำไมราคาทองคำถึงพุ่งขึ้นเป็นสองเท่าในสามปี?
ในช่วงปี 2024-2025 ราคาทองคำเพิ่มขึ้นกว่า 30% ทำสถิติสูงสุดในรอบเก nearly 30 ปี แซงหน้าการขึ้น 31% ในปี 2007 และ 29% ในปี 2010 จนถึงต้นปี 2026 ราคาทองมั่นคงเหนือ 5000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มขึ้นรวมกว่า 150% ตั้งแต่ปลายปี 2022 จุดสำคัญของการวิเคราะห์แนวโน้มราคาทองคำคือ การเข้าใจว่าขาขึ้นนี้ไม่ใช่ปรากฏการณ์เดี่ยว แต่เป็นผลจากหลายปัจจัยเชิงโครงสร้างที่เสริมกันอย่างแข็งแกร่ง
แรงผลักดันหลัก 5 ประการที่ทำให้ราคาทองคำยังคงพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง คือ
1. ความไม่แน่นอนในตลาดจากการปกป้องทางการค้าทำให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
นโยบายภาษีศุลกากรที่ออกมาต่อเนื่องเป็นจุดชนวนสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นในปี 2025 ความไม่แน่นอนของนโยบายเพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้ความหวาดกลัวในตลาดเพิ่มขึ้นตาม ประสบการณ์ในอดีต เช่น สงครามการค้าจีน-สหรัฐในปี 2018 แสดงให้เห็นว่าในช่วงเวลาที่นโยบายไม่แน่นอน ราคาทองคำมักปรับขึ้น 5-10% ในระยะสั้น ขณะที่เข้าสู่ปี 2026 ผลกระทบจากนโยบายภาษียังคงดำเนินอยู่ ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างภูมิภาคยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนราคาทอง
2. การตั้งคำถามต่อความมั่นคงของดอลลาร์ในระยะยาว
เมื่อความเชื่อมั่นในดอลลาร์สหรัฐเริ่มสั่นคลอน ทรัพย์สินที่อ้างอิงเป็นดอลลาร์ เช่น ทองคำ กลับได้รับประโยชน์ในทางตรงกันข้าม ช่วงปี 2025-2026 งบประมาณของสหรัฐขยายตัวต่อเนื่อง หารือเรื่องเพดานหนี้บ่อยครั้ง และแนวโน้มการลดการใช้ดอลลาร์ทั่วโลก (de-dollarization) ทำให้เงินทุนไหลออกจากสินทรัพย์ดอลลาร์ไปยังทองคำและสินทรัพย์แข็งอื่นๆ นี่ไม่ใช่ปรากฏการณ์ชั่วคราว แต่เป็นสัญญาณชัดเจนของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระยะยาว
3. นโยบายของเฟดและอัตราดอกเบี้ยจริงที่ลดลง
คาดการณ์การลดดอกเบี้ยของเฟดส่งผลโดยตรงต่อความน่าสนใจของทองคำ การลดดอกเบี้ยทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าลง และลดต้นทุนโอกาสในการถือทองคำ จึงดึงดูดเม็ดเงินเข้าสู่ทองคำในรอบหลายๆ ช่วง เช่น ช่วงปี 2008-2011 และ 2020-2022 การคาดการณ์ในปี 2026 คือเฟดอาจลดดอกเบี้ยอีก 1-2 ครั้ง ซึ่งสนับสนุนราคาทองอย่างแข็งแกร่ง ควรสังเกตว่าหลังประกาศลดดอกเบี้ย ราคาทองบางครั้งอาจปรับตัวลง เนื่องจากตลาดอาจได้คาดการณ์ล่วงหน้าแล้ว หรือคำพูดของเจ้าหน้าที่เฟดอาจเป็นแนวทางที่เข้มงวด ทำให้แนวโน้มลดดอกเบี้ยชะลอตัว การติดตามความน่าจะเป็นของการลดดอกเบี้ยผ่านเครื่องมือ CME FedWatch จึงเป็นวิธีที่ดีในการประเมินแนวโน้มระยะสั้นของทองคำ — เมื่อความน่าจะเป็นสูง ราคาทองก็มีแนวโน้มขึ้น
4. ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงอยู่ในระยะยาว
สงครามรัสเซีย-ยูเครนยังดำเนินต่อไป ความขัดแย้งในตะวันออกกลางรุนแรงขึ้น สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคต่างๆ ยังคงสูง ส่งผลให้ความต้องการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (safe haven) ยังคงอยู่ในระดับสูง เหตุการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์มักทำให้ราคาทองปรับตัวขึ้นในระยะสั้น แต่ในปี 2025-2026 ปัจจัยนี้ไม่ได้ลดลง กลับกลายเป็นปัจจัยเสริมจากความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก
5. ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลจากสมาคมทองคำโลก (WGC) ระบุว่า ในปี 2025 ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำสุทธิกว่า 1200 ตัน เป็นปีที่ 4 ติดต่อกันที่ยอดซื้อทะลุพันตัน WGC ในรายงานสำรวจสำรองทองคำของธนาคารกลางปี 2025 ระบุว่า 76% ของธนาคารกลางที่ตอบแบบสอบถาม คาดว่าจะเพิ่มสัดส่วนทองคำในพอร์ตการลงทุนใน 5 ปีข้างหน้าอย่างมีนัยสำคัญ และส่วนใหญ่คาดว่าการถือครองเงินดอลลาร์จะลดลง นี่ไม่ใช่พฤติกรรมชั่วคราว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ในระดับโลกที่สะท้อนความเข้าใจใหม่ต่อคุณค่าของทองคำ
ปัจจัยเสริม: เศรษฐกิจ ความเสี่ยง และสภาพคล่องหลายมิติ
นอกจากปัจจัยหลักแล้ว การวิเคราะห์แนวโน้มราคาทองคำยังต้องพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ด้วย
หนี้สินทั่วโลกและการชะลอตัวของเศรษฐกิจ
ข้อมูล IMF ปี 2025 ระบุว่าหนี้สินทั่วโลกแตะ 307 ล้านล้านดอลลาร์ สถานการณ์หนี้สูงเช่นนี้จำกัดความสามารถของแต่ละประเทศในการปรับนโยบายดอกเบี้ย การผ่อนคลายเชิงนโยบายการเงินทำให้ดอกเบี้ยแท้ต่ำ ส่งผลให้ทองคำเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากขึ้น
ผลกระทบของตลาดหุ้นที่ลดลง
ตลาดหุ้นอยู่ในระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์ ความเข้มข้นของหุ้นนำตลาดสูง ทำให้พอร์ตการลงทุนเสี่ยงต่อการกระจุกตัว หากเกิดข่าวร้าย ตลาดอาจปรับตัวลงแรงกว่าที่คาด การถือทองคำเป็นกลยุทธ์เพื่อความสมดุลในพอร์ต
ผลกระทบจากสื่อและโซเชียลมีเดีย
ข่าวสารและอารมณ์ในโซเชียลมีเดียทำให้เงินทุนไหลเข้าทองคำในระยะสั้นอย่างรวดเร็ว ส่งเสริมแนวโน้มขาขึ้น
เครื่องมือการเทรดที่หลากหลายและสภาพคล่อง
นักลงทุนนิยมใช้เครื่องมือเทรดอย่าง XAU/USD ที่มีความคล่องตัวสูง ไม่พอใจแค่การถือครองแบบนิ่งๆ แต่ต้องการปรับพอร์ตตามสถานการณ์ ซึ่งเพิ่มความเคลื่อนไหวของตลาดและความเร็วในการตอบสนอง แต่ก็อาจทำให้ราคาทองตอบสนองต่อข่าวสารได้รวดเร็วและรุนแรงขึ้น ควรระวังความผันผวนระยะสั้นที่อาจเกิดขึ้น
โปรดจำไว้ว่า ปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้เกิดความผันผวนรุนแรงในระยะสั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าทิศทางระยะยาวจะเปลี่ยนแปลงไป การติดตามและสร้างกลไกการเฝ้าระวังอย่างเป็นระบบจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับนักลงทุนในไทยที่ต้องคำนึงถึงอัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์/บาทด้วย
กลยุทธ์การลงทุนในทองคำสำหรับนักลงทุนแต่ละกลุ่ม: ระยะสั้น ระยะยาว และการจัดสรรพอร์ต
เมื่อเข้าใจแกนหลักของการวิเคราะห์แนวโน้มราคาทองคำแล้ว นักลงทุนแต่ละกลุ่มควรปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสม:
นักเทรดระยะสั้นที่มีประสบการณ์
ตลาดผันผวนเปิดโอกาสดีสำหรับการเทรดระยะสั้น ช่วงเวลาที่สภาพคล่องสูงและแนวโน้มชัดเจน ทำให้การคาดการณ์ทิศทางขึ้นลงง่ายขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาขึ้นแรงหรือร่วงแรง นักเทรดมืออาชีพจะสามารถจับจังหวะและทำกำไรได้ง่ายขึ้น
นักลงทุนมือใหม่ที่เพิ่งเข้าตลาด
อยากเก็บเกี่ยวโอกาสจากความผันผวน ควรเริ่มจากการลงทุนด้วยเงินน้อยๆ อย่าโลภเพิ่มทุนเร็วเกินไป หากใจไม่มั่นคงอาจเสี่ยงขาดทุนหมด ควรใช้เครื่องมือติดตามข้อมูลเศรษฐกิจ เช่น ปฏิทินเศรษฐกิจ เพื่อช่วยประกอบการตัดสินใจ
นักลงทุนระยะยาวที่เน้นถือทองจริง
ต้องเตรียมใจรับความผันผวนในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงที่ราคามีความผันผวนสูง ควรประเมินความสามารถในการรับความเสี่ยงของตนเองก่อนลงทุน
นักลงทุนที่จัดสรรพอร์ตด้วยทองคำ
เป็นแนวทางที่ทำได้ แต่ต้องระวังว่าความผันผวนของทองคำก็สูงกว่าหุ้นเช่นกัน การลงทุนทั้งหมดในทองคำไม่ใช่คำตอบที่ดี ควรมีการกระจายความเสี่ยงตามข้อมูลที่มี โดยเฉลี่ยแล้ว ราคาทองคำมีความผันผวนเฉลี่ยปีละ 19.4% สูงกว่าดัชนี S&P 500 ที่ 14.7%
นักลงทุนที่มุ่งหวังผลตอบแทนสูงสุด
สามารถพิจารณาใช้กลยุทธ์ผสมผสาน ทั้งถือระยะยาวและเทรดระยะสั้นในจังหวะที่เหมาะสม เช่น ช่วงประกาศข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ แต่ต้องมีประสบการณ์และการบริหารความเสี่ยงที่ดี
คำเตือน: การลงทุนในทองคำมีระยะเวลานานมาก เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงในระยะ 10 ปีขึ้นไป อาจได้ผลตอบแทนเป็นสองเท่าหรือลดลงครึ่งหนึ่งได้ในช่วงเวลาเดียวกัน ค่าธรรมเนียมการซื้อขายทองคำจริงก็สูงอยู่ที่ประมาณ 5-20%
คาดการณ์ราคาทองคำปี 2026: หลายสถาบันปรับเป้าขึ้น
เข้าสู่เดือนที่สองของปี 2026 ราคาทองคำในตลาด spot (XAU/USD) ยืนเหนือ 5150-5200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากทำสถิติสูงสุดใหม่หลายครั้ง ผลงานในปี 2025 ที่ขึ้นกว่า 60% ยังคงต่อเนื่อง พร้อมคาดการณ์ว่าแนวโน้มขึ้นอีก 18-20% โดยไม่มีสัญญาณชะลอตัว นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เชื่อว่า ราคาจะยังคงปรับตัวขึ้นต่อไป ภายใต้แรงหนุนจากปัจจัยเชิงโครงสร้างเดิมที่ผลักดันตลาดในสองปีที่ผ่านมา
ประมาณการตลาด:
คาดการณ์จากสถาบันการเงินหลัก (ข้อมูลปลายเดือนมกราคม 2026):
การป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบ: ทำไมธนาคารกลางยังคงซื้อทอง?
แนวโน้มขาขึ้นของทองคำดูเหมือนจะถูกขับเคลื่อนโดยการลดดอกเบี้ย เงินเฟ้อ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่เบื้องลึกที่สุดคือ รอยร้าวของระบบเครดิตโลก ซึ่งทองคำกลายเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบในระยะยาว
แนวโน้มการซื้อทองของธนาคารกลางตั้งแต่ปี 2022 ไม่เคยหยุด การซื้อทองของธนาคารกลางสะท้อนอะไร? เป็นการตั้งคำถามเชิงกลยุทธ์ต่อระบบดอลลาร์ การซื้อทองในปี 2026 จึงไม่ใช่เรื่องชั่วคราว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ระดับโลกที่สะท้อนความเข้าใจใหม่ต่อคุณค่าของทองคำ
แนวโน้มราคาทองคำในอนาคตคือ: ราคาทองอยู่ในระดับต่ำสุดที่ค่อยๆ ยกตัวสูงขึ้น ขนาดของการปรับฐานในขาลงมีจำกัด ขณะที่แนวโน้มขาขึ้นยังแข็งแกร่ง แต่ต้องระวังว่าราคาทองคำไม่เคยขึ้นเป็นเส้นตรง ปี 2025 เคยปรับตัวลง 10-15% จากความคาดหวังนโยบายของเฟด และในปี 2026 หากอัตราดอกเบี้ยแท้ปรับตัวขึ้น หรือเกิดวิกฤตการณ์ ก็อาจเกิดความผันผวนรุนแรงได้ สิ่งสำคัญคือการมีระบบเฝ้าระวังและกลไกการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในตลาด