ในสองปี ราคาหุ้น Tesla เพิ่มขึ้นเกือบ 20 เท่า ทำให้ฝั่ง Short ขาดทุนมหาศาล เป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานที่ผลักดันราคาขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งก็ได้รับแรงหนุนจากนโยบาย QE ทั่วโลกในปี 2020 ด้วย
เงื่อนไขสำคัญของการบีบหุ้น
สองกรณีตัวอย่างนี้ชี้ให้เห็นจุดร่วมว่า: สัดส่วน Short สูงเกินไปทำให้สภาพคล่องของตลาดลดลง เมื่อสัดส่วน Short เกินกว่า 50% ของจำนวนหุ้นที่หมุนเวียน ก็อาจทำให้ราคาขึ้นอย่างรวดเร็วและเกิดการบีบหุ้นในที่สุด
วิธีรับมือกับการบีบหุ้น
ถ้าคุณเปิด Short อยู่แล้วและพบว่าตลาดเริ่มบีบหุ้น ควรทำอย่างไรเพื่อป้องกันตัวเอง?
กลยุทธ์รับมือการบีบหุ้นสำหรับนักลงทุน
กลยุทธ์ที่ 1: ออกจากสถานะอย่างระมัดระวังเมื่อสัดส่วน Short สูงมาก
เมื่อคุณพบว่าสัดส่วน Short เกิน 50% ของจำนวนหุ้นที่หมุนเวียน ถึงแม้แนวโน้มราคายังไม่ดีขึ้น ก็ควรพิจารณาปิดสถานะล่วงหน้า เพราะความเสี่ยงสูงกว่าผลตอบแทน
ในตลาดขาลง ควรรอจังหวะการฟื้นตัวของตลาดก่อนเทรด Short เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกหลอกในช่วงที่พื้นฐานยังไม่ดีพอ
สรุป: การบีบหุ้นเป็นความเสี่ยงที่มีอยู่เสมอ
การบีบหุ้นเป็นความเสี่ยงร้ายแรงในเทรด Short ซึ่งมีลักษณะ “กำไรจำกัด แต่ความเสี่ยงไม่มีที่สิ้นสุด” เพราะสุดท้ายแล้ว ผลตอบแทนสูงสุดคือราคาหุ้นเป็นศูนย์ ขณะที่ความเสียหายอาจเป็นอนันต์
นักลงทุนควรติดตามสัดส่วน Short อย่างใกล้ชิด และใช้กลยุทธ์บริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ รวมถึงการหยุดขาดทุนอย่างเด็ดขาด การเข้าใจกลไกของการบีบหุ้นจะช่วยให้สามารถรับมือและป้องกันความเสียหายอย่างมีประสิทธิภาพในตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
ดูต้นฉบับ
This page may contain third-party content, which is provided for information purposes only (not representations/warranties) and should not be considered as an endorsement of its views by Gate, nor as financial or professional advice. See Disclaimer for details.
การกดดันขายคืออะไร? การวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับวิกฤตระยะสั้นและแนวทางการรับมือ
ในตลาดการเงิน นักลงทุนเผชิญกับความเสี่ยงไม่เพียงแต่จากพื้นฐานที่แย่ลงเท่านั้น แต่ยังมีความเสี่ยงแฝงจากสภาพคล่องของตลาด—การบีบหุ้น (Short Squeeze) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ตลาดที่ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยโอกาสแต่ซ่อนความเสี่ยงมหาศาลอยู่เบื้องหลัง เป็นปรากฏการณ์ที่หลายคนอาจไม่ทันสังเกต จนสุดท้ายไม่เพียงแต่ขาดทุนอย่างหนัก แต่ยังถูกบังคับให้ออกจากตลาดด้วยความเสียหายมหาศาล แล้วการบีบหุ้นคืออะไร? และควรรับมือกับวิกฤตินี้อย่างไร?
แก่นแท้ของการบีบหุ้น: การบีบให้ผู้เปิด Short ปิดสถานะเป็นลูกโซ่
การบีบหุ้น (Short Squeeze) หรือเรียกอีกชื่อว่า “การบีบให้ขายชอร์ต” คือการที่ราคาหุ้นหรือสินทรัพย์ทางการเงินอื่นๆ พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ผู้เปิด Short ต้องปิดสถานะด้วยการซื้อคืนในราคาที่สูงกว่าที่คาดไว้ เพื่อป้องกันการขาดทุนจากการเรียกหลักประกัน (Margin Call) ซึ่งง่ายๆ ก็คือ การบีบให้ฝั่งขายชอร์ตต้องปิดสถานะ
สามวิธีการเปิด Short
เพื่อเข้าใจความรุนแรงของการบีบหุ้น ต้องเข้าใจว่าผู้ลงทุนเปิด Short อย่างไรบ้าง:
1. การกู้หุ้นจากโบรกเกอร์เพื่อขายชอร์ต
ผู้ลงทุนยืมหุ้นจากผู้ถือหุ้นระยะยาวในตลาด แล้วขายออกไป หลังจากนั้นเมื่อราคาหุ้นลดลง ก็ซื้อคืนเพื่อปิดสถานะ ทำกำไรจากส่วนต่าง ความเสี่ยงคือ หากราคาหุ้นพุ่งขึ้นต่อเนื่อง ผู้ลงทุนต้องจ่ายดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเรื่อยๆ และเสี่ยงถูกบังคับให้ปิดสถานะด้วยราคาที่สูงขึ้น
2. การใช้ฟิวเจอร์สในการเทรดในทางตรงกันข้าม
ผู้ลงทุนวางเงินประกัน (Margin) เพื่อเปิด Short ในฟิวเจอร์ส ข้อดีคือใช้เลเวอเรจได้ตามต้องการ แต่ข้อเสียคือ ต้องต่อสัญญาเป็นระยะ หากราคาหุ้นพุ่งสูงเกินคาด ก็อาจถูกเรียก Margin เพิ่ม
3. การใช้ CFD (สัญญาสวอปราคา)
เป็นเครื่องมืออนุพันธ์ที่ผู้ลงทุนสามารถควบคุมเลเวอเรจได้เอง ซึ่งต่างจากการกู้หุ้นตรงๆ CFD ไม่มีปัญหาการบังคับปิดสถานะโดยตรง แต่ก็ต้องระวังความเสี่ยงจาก Margin เช่นกัน
ไม่ว่าจะใช้วิธีใด เมื่อราคาหุ้นพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้เปิด Short จะเผชิญกับปัญหาเดียวกันคือ: ขาดทุนจากการขาดหลักประกัน (Margin Call) ซึ่งทำให้จำนวนมากต้องซื้อคืนในราคาสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาหุ้นยิ่งพุ่งสูงขึ้นเป็นลูกโซ่ นี่คือกลไกหลักของการบีบหุ้น
ทำไมจึงเกิดการบีบหุ้น? เข้าใจกลไกเบื้องหลัง
ปรากฏการณ์บีบหุ้นไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ มักต้องมีเงื่อนไขสองอย่างร่วมกัน: สัดส่วนการเปิด Short สูงมาก + ความสนใจของตลาดพุ่งสูงขึ้น
เหตุการณ์บีบหุ้นโดยกลุ่มบุคคลเฉพาะกิจ
เหตุการณ์ GME (GameStop) — นักลงทุนรายย่อยกับวอลล์สตรีท
ในปี 2020 นักธุรกิจชาวแคนาดา Ryan Cohen เข้าซื้อหุ้น GME อย่างหนักหน่วงและเข้าเป็นคณะกรรมการบริษัท หวังฟื้นฟูกิจการเกมค้าปลีกที่กำลังล้มเหลว ข่าวนี้ทำให้ราคาหุ้นพุ่งจากเลขหลักเดียวขึ้นไปใกล้ 20 ดอลลาร์
แต่ฝั่งวอลล์สตรีทมองว่า GME มีทุนจดทะเบียนน้อย เก่าแก่ และประเมินค่ามากเกินไป จึงออกมาวิเคราะห์เชิงลบและเทขายชอร์ตจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากปริมาณการซื้อขายไม่มากนัก บางกลุ่มยืมหุ้นไปถึง 140% ของทุนจดทะเบียน ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายอย่างยิ่ง
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อกลุ่ม Reddit ชื่อ WS (Wall Street Bets) ซึ่งเป็นกลุ่มนักลงทุนรายย่อยที่ชื่นชอบ GME รวมตัวกันซื้อหุ้นเพื่อสู้กับวอลล์สตรีท ในวันที่ 13 มกราคม 2021 ราคาหุ้นพุ่งขึ้น 50% ไปแตะ 30 ดอลลาร์ ภายในสองสัปดาห์ ราคาพุ่งสูงสุดถึง 483 ดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 16 เท่า
จำนวน Short ที่เปิดไว้ถูกบังคับปิดโดยโบรกเกอร์เนื่องจากขาดทุนจาก Margin ทำให้สูญเสียกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ สื่อรายงานว่าการบีบหุ้นครั้งนี้ทำให้ฝั่ง Short ขาดทุนเกิน 50 พันล้านดอลลาร์ ราคาหุ้นหลังจากนั้นก็ร่วงลงอย่างรวดเร็วในหนึ่งสัปดาห์ ลดลงกว่า 80% จากจุดสูงสุด
หลังเหตุการณ์นี้ นักลงทุนเก็งกำไรหันไปเทขายหุ้นของ AMC, Blackberry และบริษัทอื่นๆ ที่มีสัดส่วน Short สูงในระยะสั้น ราคาหุ้นพุ่งขึ้นและร่วงลงอย่างรุนแรง
การเปลี่ยนแปลงพื้นฐานเป็นสาเหตุของการบีบหุ้นตามธรรมชาติ
Tesla กับเส้นทางสู่ผู้นำด้านรถไฟฟ้า
ต่างจาก GME ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคล Tesla เป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานที่ทำให้เกิดการบีบหุ้น
หลังจาก Elon Musk เข้าถือหุ้นและบริหาร Tesla แม้จะเปิดตัวรถรุ่นใหม่ แต่ยอดขายยังไม่ดีเท่าที่คาด บริษัทขาดทุนต่อเนื่อง จนกลายเป็นเป้าหมายของการเทขายชอร์ตอย่างหนัก สัดส่วน Short สูงสุดเป็นอันดับต้นๆ ของตลาด
ในปี 2020 Tesla กลับมาทำกำไรเต็มปีครั้งแรก โรงงานในเซี่ยงไฮ้เริ่มสร้างรายได้ ราคาหุ้นพุ่งจาก 350 เป็น 2,318 ดอลลาร์ในครึ่งปีแรก ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 6.6 เท่า หลังจากแยกหุ้น 1 ต่อ 5 ก็ไม่หยุดแค่เท่านั้น ราคาพุ่งแตะ 1,000 ดอลลาร์ในปีเดียวอีกครั้ง
ในสองปี ราคาหุ้น Tesla เพิ่มขึ้นเกือบ 20 เท่า ทำให้ฝั่ง Short ขาดทุนมหาศาล เป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานที่ผลักดันราคาขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งก็ได้รับแรงหนุนจากนโยบาย QE ทั่วโลกในปี 2020 ด้วย
เงื่อนไขสำคัญของการบีบหุ้น
สองกรณีตัวอย่างนี้ชี้ให้เห็นจุดร่วมว่า: สัดส่วน Short สูงเกินไปทำให้สภาพคล่องของตลาดลดลง เมื่อสัดส่วน Short เกินกว่า 50% ของจำนวนหุ้นที่หมุนเวียน ก็อาจทำให้ราคาขึ้นอย่างรวดเร็วและเกิดการบีบหุ้นในที่สุด
วิธีรับมือกับการบีบหุ้น
ถ้าคุณเปิด Short อยู่แล้วและพบว่าตลาดเริ่มบีบหุ้น ควรทำอย่างไรเพื่อป้องกันตัวเอง?
กลยุทธ์รับมือการบีบหุ้นสำหรับนักลงทุน
กลยุทธ์ที่ 1: ออกจากสถานะอย่างระมัดระวังเมื่อสัดส่วน Short สูงมาก
เมื่อคุณพบว่าสัดส่วน Short เกิน 50% ของจำนวนหุ้นที่หมุนเวียน ถึงแม้แนวโน้มราคายังไม่ดีขึ้น ก็ควรพิจารณาปิดสถานะล่วงหน้า เพราะความเสี่ยงสูงกว่าผลตอบแทน
สามารถใช้เครื่องมือเช่น RSI (Relative Strength Index) เป็นแนวทางประกอบการตัดสินใจ:
สำหรับนักเปิด Short เมื่อ RSI ต่ำกว่า 20 แสดงว่าตลาดเข้าสู่โซนผิดปกติ การถือสถานะต่อไปอาจเป็นการเสี่ยงเกินควร
กลยุทธ์ที่ 2: สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมเทรดในแนวทางบีบหุ้น
หากต้องการเก็งกำไรจากการบีบหุ้น ควรติดตามการเปลี่ยนแปลงของสัดส่วน Short อย่างใกล้ชิด เมื่อจำนวน Short เริ่มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ควรหยุดทำกำไรและออกจากตลาดทันที เพราะการบีบหุ้นเป็นเพียงการปิดสถานะ Short เท่านั้น เมื่อเสร็จสิ้น ราคาหุ้นจะกลับสู่ระดับสมเหตุสมผลอย่างรวดเร็ว
วิธีลดความเสี่ยงจากการบีบหุ้นและเทรด Short อย่างปลอดภัย
เนื่องจากเงื่อนไขสำคัญของการบีบหุ้นคือ สัดส่วน Short สูงมาก + ความสนใจของตลาดพุ่งสูง การเลือกเครื่องมือและกลยุทธ์จึงสำคัญ
เลือกสินทรัพย์ที่เหมาะสม
เน้นหุ้นขนาดใหญ่ ดัชนีหลัก หรือหุ้นที่มีสภาพคล่องสูง
เช่น ดัชนี S&P 500, Nasdaq Futures ซึ่งมีปริมาณการซื้อขายและสภาพคล่องสูงมาก โอกาสเกิดการบีบหุ้นน้อยมาก
วิธีการเทรดที่ปลอดภัยกว่า
ใช้ CFD แทนการกู้หุ้นโดยตรง
CFD มีข้อดีคือไม่เสี่ยงต่อการถูกบังคับปิดสถานะจากการพุ่งของราคาหุ้น เพราะไม่ต้องยืมหุ้นจริง และสามารถควบคุมเลเวอเรจได้เอง ทำให้ความเสี่ยงน้อยลง
กลยุทธ์การป้องกันความเสี่ยง
สร้างพอร์ตแบบ Hedge
เช่น ซื้อหุ้นในพอร์ตเพื่อทำกำไรในระยะยาว และเปิด Short ดัชนีเพื่อป้องกันความเสี่ยง หากราคาหุ้นขึ้นและดัชนีลง ก็ยังมีกำไรจากทั้งสองทาง
โดยการตั้งสัดส่วน Long-Short ให้สมดุล เช่น 1:1 ก็สามารถลดความเสี่ยงได้มากขึ้น เมื่อราคาหุ้นและดัชนีเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้าม ก็ยังคงมีกำไร
จังหวะเทรดที่ควรระวัง
ในตลาดขาลง ควรรอจังหวะการฟื้นตัวของตลาดก่อนเทรด Short เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกหลอกในช่วงที่พื้นฐานยังไม่ดีพอ
สรุป: การบีบหุ้นเป็นความเสี่ยงที่มีอยู่เสมอ
การบีบหุ้นเป็นความเสี่ยงร้ายแรงในเทรด Short ซึ่งมีลักษณะ “กำไรจำกัด แต่ความเสี่ยงไม่มีที่สิ้นสุด” เพราะสุดท้ายแล้ว ผลตอบแทนสูงสุดคือราคาหุ้นเป็นศูนย์ ขณะที่ความเสียหายอาจเป็นอนันต์
นักลงทุนควรติดตามสัดส่วน Short อย่างใกล้ชิด และใช้กลยุทธ์บริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ รวมถึงการหยุดขาดทุนอย่างเด็ดขาด การเข้าใจกลไกของการบีบหุ้นจะช่วยให้สามารถรับมือและป้องกันความเสียหายอย่างมีประสิทธิภาพในตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ