This page may contain third-party content, which is provided for information purposes only (not representations/warranties) and should not be considered as an endorsement of its views by Gate, nor as financial or professional advice. See Disclaimer for details.
วัฏจักรของราคาทองคำที่ลดลงและขึ้น: กลไกเชิงลึกของความผันผวนของราคาทองคำในปี 2026
ตั้งแต่ต้นปี 2024 ตลาดทองคำได้ผ่านความผันผวนอย่างรุนแรง ขึ้นจากกว่า 2,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ไปแตะเหนือ 5,000 ดอลลาร์ รวมการเพิ่มขึ้นกว่า 150% ทำสถิติสูงสุดในรอบเกือบ 30 ปี แต่เบื้องหลังความรุ่งเรืองนี้ ก็มีความเสี่ยงที่ราคาทองจะร่วงลงเช่นกัน การเข้าใจกลไกพื้นฐานของความผันผวนของราคาทองคำจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อปกป้องผลตอบแทนของตนในช่วงตลาดนี้
ทำไมทองคำถึงผันผวน? ปัจจัยเชิงโครงสร้างผลักดันรอบระยะยาว
ตลาดทองคำในรอบขาขึ้นไม่ใช่เพียงเพราะเงินเฟ้อหรือความหวาดกลัวเท่านั้น แต่เป็นผลมาจากปัจจัยเชิงโครงสร้างระยะยาวหนึ่งหรือหลายปัจจัยที่สามารถเขย่าความน่าเชื่อถือของสกุลเงินหลักได้ เมื่อความคาดหวังว่าปัจจัยเหล่านี้จะได้รับการแก้ไขหรือบรรเทาลง ราคาทองคำก็จะลดส่วนเกินทางการเงินและปรับฐานตามลำดับ
ข้อมูลจาก Reuters และ Bloomberg ระบุว่าในปี 2024-2025 ราคาทองคำปรับตัวขึ้นกว่า 30% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 30 ปี เริ่มต้นปี 2026 ราคาทองยังคงทรงตัวเหนือ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะขึ้นต่อเนื่องเสมอไป ประสบการณ์ในอดีตบอกว่า ทุกรอบของตลาดทองคำในรอบขาขึ้น มักมีการปรับฐานกลางทางราว 20-30% และระดับสูงในปัจจุบันก็เป็นจุดที่สร้างความเสี่ยงให้ราคาทองคำร่วงลงได้เช่นกัน
ปัจจัยหลักที่ผลักดันตลาดในรอบนี้มีห้าประการ ซึ่งเสริมแรงซึ่งกันและกันและสร้างเสถียรภาพเชิงโครงสร้าง แต่ก็สร้างเงื่อนไขให้เกิดการปรับฐานได้เช่นกัน
1. นโยบายการค้าแบบปกป้องและความไม่แน่นอนทางนโยบาย
การเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีศุลกากรซ้ำซากเป็นตัวกระตุ้นให้ราคาทองคำพุ่งขึ้นในปี 2025 ย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ ช่วงเวลาที่นโยบายไม่แน่นอนเช่นสงครามการค้าจีน-สหรัฐในปี 2018 มักทำให้ราคาทองปรับตัวขึ้น 5-10% ในระยะสั้น แต่เมื่อความชัดเจนของนโยบายเกิดขึ้น ราคาทองก็จะปรับฐานลงเป็นเรื่องปกติ หากผลกระทบจากนโยบายภาษีในปี 2026 ลดลง ราคาทองก็อาจเผชิญแรงกดดันให้ปรับฐาน
2. ความเชื่อมั่นในดอลลาร์สหรัฐฯ สั่นคลอน
การขาดดุลงบประมาณของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นและความขัดแย้งเรื่องเพดานหนี้ รวมถึงแนวโน้มการลดการใช้ดอลลาร์ทั่วโลก ทำให้เงินทุนไหลออกจากสินทรัพย์ในดอลลาร์ไปสู่สินทรัพย์ที่เป็น Hard Asset แต่ก็ไม่ใช่เส้นทางเดียว หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ แข็งแกร่งและความคาดหวังว่าดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้นกลับมา ราคาทองก็จะร่วงลงได้เช่นกัน
3. ความคาดหวังนโยบายของเฟดที่เปลี่ยนแปลงซ้ำซาก
การลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดจะทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าลง โอกาสในการถือทองคำจะเพิ่มขึ้น แต่หากข้อมูลเศรษฐกิจแข็งแกร่งกว่าคาดหรือเงินเฟ้อกลับมา การคาดการณ์ลดดอกเบี้ยก็จะปรับตัวลง ส่งผลให้ราคาทองปรับฐานในอดีต เช่นในปี 2025 บางการประชุมที่คาดการณ์ล่วงหน้าก่อนหน้านี้ทำให้ราคาทองลดลง 10-15% การติดตามความน่าจะเป็นของการลดดอกเบี้ยผ่านเครื่องมือ CME FedWatch จึงเป็นวิธีที่ดีในการประเมินแนวโน้มระยะสั้นของทองคำ
4. ความผันผวนของความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์
สงครามรัสเซีย-ยูเครน ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นปัจจัยที่ทำให้ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น แต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลายหรือผ่อนคลายลง ความสนับสนุนจากปัจจัยเหล่านี้ก็จะลดลง ส่งผลให้ราคาทองปรับฐาน
5. แนวโน้มการซื้อทองคำของธนาคารกลาง
รายงานจาก WGC (สมาคมทองคำโลก) ระบุว่าในปี 2025 ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำสุทธิสูงกว่า 1,200 ตัน เป็นปีที่สี่ติดต่อกันที่ยอดซื้อเกินพันตัน 76% ของธนาคารกลางที่ตอบแบบสอบถามวางแผนเพิ่มสัดส่วนทองคำในพอร์ตในอีก 5 ปีข้างหน้า แม้แนวโน้มนี้ยังดำเนินต่อไป แต่จังหวะการซื้อของธนาคารกลางอาจชะลอลง เมื่อแรงซื้อไม่เพียงพอ ก็อาจเป็นจุดเสี่ยงให้ราคาทองปรับฐานได้เช่นกัน
จากขึ้นสู่ลง: วิเคราะห์วัฏจักรความผันผวนของทองคำอย่างครบถ้วน
นอกจากปัจจัยเชิงโครงสร้างข้างต้นแล้ว พลังของตลาดในหลายระดับก็มีบทบาท แต่ก็อาจพลิกผันได้เช่นกัน
ความเสี่ยงจากหนี้สินทั่วโลกในสองด้าน
ในปี 2025 หนี้สินทั่วโลกแตะ 307 ล้านล้านดอลลาร์ (ข้อมูลจาก IMF) ซึ่งสูงมาก ทำให้ความสามารถในการใช้นโยบายดอกเบี้ยของแต่ละประเทศจำกัด การเงินผ่อนคลายเป็นแนวโน้มหลัก แต่หากธนาคารกลางเริ่มเข้มงวดเพื่อสกัดเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยแท้จริงจะปรับตัวสูงขึ้น ราคาทองก็จะเผชิญแรงขายอย่างรุนแรง
ความเสี่ยงจากตลาดหุ้นและการปรับพอร์ต
ตลาดหุ้นอยู่ในระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์ มีหุ้นนำตลาดไม่มากนัก การถือครองทองคำเป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยง แต่เมื่อหุ้นดีขึ้น นักลงทุนอาจปรับพอร์ตไปยังสินทรัพย์ที่เติบโตสูง ส่งผลให้ทองคำเผชิญแรงขาย
ความร้อนแรงของสื่อและเงินทุนระยะสั้น
ข่าวสารและโซเชียลมีเดียสร้างความตื่นตัวและดึงดูดเงินทุนระยะสั้นเข้าสู่ตลาดทองคำ แต่เงินทุนเหล่านี้ก็อาจพลิกกลับได้ง่าย เมื่ออารมณ์เปลี่ยน ทองคำก็อาจร่วงลงรุนแรงกว่าการขึ้น
เครื่องมือเทรดแบบคล่องตัวและความผันผวนที่เพิ่มขึ้น
นักลงทุนสนใจเครื่องมือเทรดเช่น XAU/USD มากขึ้น เพราะสามารถปรับพอร์ตได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเพิ่มสภาพคล่องและความไวในการตอบสนองต่อสัญญาณเศรษฐกิจ แต่ก็ทำให้ความผันผวนของทองคำเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
กลยุทธ์รับมือกับการปรับฐานของทองคำในเชิงปฏิบัติ
เข้าใจวัฏจักรความผันผวนของทองคำแล้ว นักลงทุนควรเลือกกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของตนเอง
โอกาสสำหรับเทรดระยะสั้น
หากคุณเป็นเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์ ความผันผวนนี้เป็นโอกาสทำกำไรที่ดี ราคาทองมีสภาพคล่องสูง ช่วงที่ราคาขึ้นลงแรงๆ แนวโน้มชัดเจน จับทิศทางได้ง่าย แต่สำหรับมือใหม่ ควรเริ่มจากการลงทุนด้วยเงินน้อยๆ อย่าโลภเพิ่มทุนเร็วเกินไป เพราะอารมณ์จะพังและทำให้ขาดทุนได้ ควรใช้ปฏิทินเศรษฐกิจติดตามข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เป็นเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจ
การลงทุนระยะยาวแบบมีเหตุผล
หากคุณวางแผนซื้อทองคำแท้เพื่อถือในระยะยาว ต้องเตรียมใจรับความผันผวนรุนแรง แม้แนวโน้มระยะยาวเป็นบวก แต่ก็อาจมีการปรับฐาน 20-30% ได้ในระหว่างทาง นอกจากนี้ การซื้อทองคำแท้มีต้นทุนการซื้อขายสูง (5-20%) ควรนำมาคิดประกอบด้วย
การจัดสรรพอร์ตอย่างสมดุล
การมีทองคำในพอร์ตเป็นแนวทางที่ดี แต่ไม่ควรลงทุนทั้งหมดในทองคำ ราคาทองมีความผันผวนเฉลี่ยปีละ 19.4% ซึ่งใกล้เคียงกับหุ้นที่ 14.7% การกระจายความเสี่ยงจึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัย ควรให้ทองคำเป็นสัดส่วนประมาณ 10-20% ของพอร์ต
กลยุทธ์สองแนวทางเพื่อเพิ่มผลตอบแทน
หากต้องการผลตอบแทนสูงสุด ควรถือระยะยาวควบคู่กับการเทรดระยะสั้นในช่วงเวลาที่ราคามีความผันผวนสูง เช่น ก่อนและหลังประกาศข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐฯ แต่ต้องมีประสบการณ์และการบริหารความเสี่ยงที่ดี
สามข้อเท็จจริงที่นักลงทุนต้องจดจำ:
หนึ่ง, ความผันผวนของทองคำไม่ได้น้อยกว่าหุ้น ปีละประมาณ 19.4% สูงกว่าดัชนี S&P 500 ที่ 14.7% เสียอีก
สอง, วัฏจักรของทองคำยาวมาก การถือเพื่อป้องกันความเสี่ยงควรเป็นระยะเวลา 10 ปีขึ้นไป แต่ในช่วงสิบปีนั้น อาจมีทั้งการเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า หรือร่วงครึ่งหนึ่งก็ได้
สาม, ต้นทุนการซื้อขายทองคำแท้สูงมาก โดยทั่วไปอยู่ระหว่าง 5-20% ซึ่งส่งผลต่อผลตอบแทนจริง
แนวโน้มตลาดทองคำปี 2026: จากการคาดการณ์ของสถาบันสู่การวางแผนระยะยาว
เข้าสู่ปี 2026 ราคาทองคำในตลาด Spot (XAU/USD) หลังจากทำจุดสูงสุดหลายครั้ง ยังคงอยู่เหนือ 5,150-5,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ปีนี้ ราคาทองคำปรับตัวขึ้นอีก 18-20% จากการเพิ่มขึ้นกว่า 60% ในปี 2025 นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่ายังไม่จบ แต่ก็เตือนให้ระวังการปรับฐาน
มุมมองของสถาบันการเงินหลัก:
แนวโน้มราคาทองคำในปี 2026 มีความแตกต่างกันบ้าง แต่มีจุดร่วมคือยอมรับว่าวัฏจักรความผันผวนยังคงอยู่:
การวิเคราะห์ของธนาคารหลัก (ข้อมูล ณ สิ้นมกราคม 2026):
เหตุผลเบื้องหลังการคาดการณ์เหล่านี้คืออะไร? ในภาพรวมคือแรงหนุนจากการลดดอกเบี้ย เงินเฟ้อ และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ปัจจัยลึกคือรอยร้าวในระบบเครดิตโลก ซึ่งทองคำเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบในระยะยาว
การซื้อทองคำของธนาคารกลางตั้งแต่ปี 2022 จนถึงปัจจุบันไม่เคยหยุด การซื้อของธนาคารกลางสะท้อนความสงสัยต่อระบบดอลลาร์และความเชื่อมั่นในระบบเครดิตโลก ซึ่งแนวโน้มนี้จะไม่หายไปในปี 2026 แม้จะมีความผันผวนระยะสั้น ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ หนี้สิน และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนระยะยาวของทองคำ
สรุป: ค้นหาวินัยในการลงทุนท่ามกลางความผันผวน
แนวโน้มของทองคำไม่ใช่เส้นตรง ปี 2025 เคยมีการปรับฐาน 10-15% จากการปรับคาดการณ์นโยบายของเฟด และในปี 2026 หากอัตราดอกเบี้ยแท้ปรับตัวขึ้นหรือวิกฤตคลี่คลาย ราคาทองก็อาจผันผวนรุนแรงเช่นกัน สิ่งสำคัญคือไม่ควรพยายามทายว่าราคาจะสูงหรือต่ำ แต่ควรสร้างระบบในการติดตามสถานการณ์และปรับกลยุทธ์ตามความเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ตามข่าวสารอย่างไร้ทิศทาง
ราคาทองคำต่ำสุดในรอบนี้จะสูงขึ้นเรื่อยๆ ตลาดขาลงมีจำกัด ขณะที่ตลาดขาขึ้นยังแข็งแกร่ง นี่คือเหตุผลพื้นฐานในเชิงกลไกระยะกลาง-ยาว แต่ในกรอบนี้ ความผันผวนระยะสั้นก็สร้างโอกาสในการลงทุนที่แท้จริง การรู้จักเพิ่มทุนในช่วงราคาทรุดตัว และลดความเสี่ยงในช่วงราคาพีค คือปัญญาในการลงทุนที่แท้จริง