This page may contain third-party content, which is provided for information purposes only (not representations/warranties) and should not be considered as an endorsement of its views by Gate, nor as financial or professional advice. See Disclaimer for details.
ยูโรลดลงสู่ระดับต่ำสุดในประวัติศาสตร์เมื่อเทียบกับดอลลาร์ฮ่องกง เข้าใจแนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยนในรอบ 20 ปีด้วย 3 จุดสำคัญ
ยูโร ซึ่งเป็นสกุลเงินสำรองอันดับสองของโลก ตั้งแต่เปิดใช้อย่างเป็นทางการในปี 2002 ก็ได้ผ่านวัฏจักรเศรษฐกิจหลายรอบมาแล้ว โดยเฉพาะในช่วงที่ยูโรทำจุดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อไม่นานมานี้ นักลงทุนในไต้หวันและฮ่องกงก็เริ่มกลับมาทบทวนคุณค่าการลงทุนในอัตราแลกเปลี่ยนยูโรต่อฮ่องกงดอลลาร์ บทความนี้จะย้อนดูจุดเปลี่ยนสำคัญในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา วิเคราะห์ว่าทำไมยูโรต่อฮ่องกงดอลลาร์จึงร่วงจากจุดสูงสุดสู่จุดต่ำสุด และให้แนวทางการลงทุนในอีก 5 ปีข้างหน้า
จากจุดสูงสุดสู่จุดต่ำสุด: สามครั้งของอัตราแลกเปลี่ยนยูโรต่อฮ่องกงดอลลาร์ในรอบ 20 ปี
ย้อนดูประวัติศาสตร์เพื่อเข้าใจแก่นแท้ของยูโร ต้องเริ่มจากแนวโน้มในอดีต มาดูกันว่าช่วงเวลาสำคัญสามช่วงในรอบ 20 ปีเป็นอย่างไร
กรกฎาคม 2008: ยูโรทำจุดสูงสุดประวัติศาสตร์ 1.6038
กรกฎาคม 2008 อัตราแลกเปลี่ยนยูโรต่อดอลลาร์แตะจุดสูงสุด 1.6038 แล้วปรับตัวลง ช่วงเวลานั้น ยูโรต่อฮ่องกงดอลลาร์ก็อยู่ในระดับสูงเช่นกัน
เป็นช่วงที่วิกฤติสินเชื่อซับไพรม์ในสหรัฐฯ (หรือที่เรียกว่าฟองสบู่การเงิน) ถึงจุดพีค วิกฤตินี้ส่งผลต่อระบบการเงินยุโรปอย่างต่อเนื่อง:
ระบบธนาคารเผชิญแรงกดดัน — ธนาคารข้ามชาติขนาดใหญ่ที่มีความเสี่ยงจากสินเชื่อซับไพรม์ขาดทุนมหาศาล ทรัพย์สินลดลงอย่างมาก แม้ต้นเหตุจะมาจากสหรัฐฯ แต่เครือข่ายธุรกิจทั่วโลกของธนาคารยุโรปทำให้ความเสี่ยงแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ส่งผลต่อเสถียรภาพของระบบธนาคารยุโรปและกดดันอัตราแลกเปลี่ยนยูโรต่อฮ่องกงดอลลาร์
ตลาดเครดิตแข็งตัว — หลังจากการล้มของลีแมน Brothers ตลาดเกิดความวิตกกังวลต่อความเสี่ยงของคู่ค้า ธนาคารหยุดปล่อยสินเชื่อ บริษัทและผู้บริโภคเข้าถึงเงินทุนยากขึ้น เศรษฐกิจชะลอตัว
เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย — การลงทุนและการบริโภคลดลงอย่างมาก หลายประเทศในยูโรโซนเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย อัตราการว่างงานพุ่งสูงขึ้น ความเชื่อมั่นนักลงทุนลดลง เงินทุนหลบหนีเข้าสหรัฐฯ ส่งผลให้ยูโรอ่อนค่าลงต่อเนื่อง
วิกฤติการคลังตามมา — รัฐบาลหลายประเทศออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้งบประมาณขาดดุลและหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ปัญหาเหล่านี้กลายเป็นรากฐานของวิกฤติหนี้ยุโรปในเวลาต่อมา
ทำไมในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ยูโรต่อฮ่องกงดอลลาร์ถึงฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดแล้วแตะจุดต่ำสุดใหม่?
มกราคม 2017: โอกาสฟื้นตัวหลังจากแตะต่ำสุด 1.034
มกราคม 2017 หลังจากร่วงลงเกือบ 9 ปี ยูโรต่อดอลลาร์แตะจุดต่ำสุดประวัติศาสตร์ที่ 1.034 แล้วเริ่มฟื้นตัว ยูโรต่อฮ่องกงดอลลาร์ก็มีโอกาสฟื้นเช่นกัน
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการฟื้นตัวคือ
นโยบายการเงินเริ่มเห็นผล — ธนาคารกลางยุโรปดำเนินนโยบายดอกเบี้ยติดลบและมาตรการ QE อย่างต่อเนื่อง สภาพคล่องในตลาดเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจเริ่มมีเสถียรภาพ
ข้อมูลเศรษฐกิจดีขึ้นชัดเจน — อัตราการว่างงานในยูโรโซนลดต่ำกว่า 10% ในปลายปี 2016 ดัชนี PMI ของภาคการผลิตทะลุ 55 ชี้ให้เห็นแนวโน้มเศรษฐกิจเติบโตดีขึ้น ข้อมูลเหล่านี้เสริมความเชื่อมั่นนักลงทุนในอนาคตยูโร
บรรยากาศทางการเมืองเป็นมิตร — ปี 2017 อังกฤษเริ่มเจรจา Brexit กับสหภาพยุโรป ซึ่งทั้งสองฝ่ายแสดงความหวังว่าจะบรรลุข้อตกลง ทำให้ความกังวลต่อเสถียรภาพของ EU ลดลง ขณะเดียวกัน การเลือกตั้งในฝรั่งเศสและเยอรมนีใกล้เข้ามา คาดหวังว่ารัฐบาลที่สนับสนุนยุโรปจะขึ้นมามีอำนาจ ส่งเสริมความเชื่อมั่นในยูโร
ความไม่แน่นอนด้านนโยบายของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น — เมื่อทรัมป์เข้ารับตำแหน่งในมกราคม 2017 นำมาซึ่งความไม่แน่นอนด้านนโยบายสหรัฐฯ เงินทุนบางส่วนไหลเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างยูโร
ยูโรถูกขายเกินมูลค่า — เมื่อเทียบกับจุดสูงสุดปี 2008 ยูโรร่วงลงกว่า 35% แล้ว หลังจากคลี่คลายวิกฤติหนี้และคาดการณ์ QE ก็ทำให้ยูโรอยู่ในสภาวะขาลงมากเกินไป จนเป็นโอกาสในการฟื้นตัว
กุมภาพันธ์ 2018 ถึง 2022: ฟื้นตัวถูกขัดขวางและแตะจุดต่ำสุดใหม่
กุมภาพันธ์ 2018 ยูโรแตะ 1.2556 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่ปี 2015 แต่จุดนี้กลายเป็นจุดสูงสุดแล้ว หลังจากนั้น 4 ปี ยูโรต่อฮ่องกงดอลลาร์ก็ร่วงลงอย่างต่อเนื่อง จนแตะจุดต่ำสุดประวัติศาสตร์ที่ 0.9536 ในกันยายน 2022 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 20 ปี
แรงกดดันสำคัญประกอบด้วย:
นโยบายการเงินของสหรัฐฯ เปลี่ยนทิศทาง — เฟดเริ่มขึ้นดอกเบี้ยในมีนาคม 2018 ทำให้ดัชนีดอลลาร์แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อยูโรและฮ่องกงดอลลาร์
เศรษฐกิจยูโรโซนชะลอตัว — หลังจากไตรมาส 4 ปี 2017 GDP ขยายตัว 3.1% แล้วชะลอลง PMI ภาคการผลิตลดลงจากระดับ 60 สัญญาณเศรษฐกิจชะลอตัว
ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น — วิกฤติอิตาลีในปี 2018 และสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2022 ทำให้เกิดความวิตกกังวลด้านความปลอดภัย นักลงทุนหันไปถือเงินดอลลาร์และสกุลปลอดภัยอื่นๆ ส่งผลให้ยูโรอ่อนค่าลงต่อเนื่อง
ห้าปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนแนวโน้มยูโรต่อฮ่องกงดอลลาร์
ราคาพลังงานผันผวน
หลังจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของรัสเซียพุ่งสูงสุดในปี 2022 ซึ่งเป็นผลจากการขัดขวางการส่งออกของรัสเซีย ยุโรปเป็นผู้นำเข้าใหญ่ ราคาพลังงานทะยานสูงสุดในครึ่งปีแรก ส่งผลให้เงินเฟ้อในยูโรโซนพุ่งสูง สร้างแรงกดดันต่อค่าครองชีพและเศรษฐกิจ
เมื่อ supply chain ปรับตัว ราคาพลังงานเริ่มลดลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2022 ค่าเงินยูโรก็เริ่มฟื้นตัวจากจุดต่ำสุด
การเปลี่ยนแปลงนโยบายของ ECB
ในช่วงที่เงินเฟ้อพุ่งสูง ธนาคารกลางยุโรปปรับขึ้นดอกเบี้ยในกรกฎาคมและกันยายน 2022 เป็นการยุติยุคดอกเบี้ยติดลบที่ดำเนินมานานกว่า 8 ปี การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นสัญญาณสำคัญของการปรับนโยบายการเงิน ส่งเสริมให้ยูโรแข็งค่าขึ้น
ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นทำให้การถือครองสินทรัพย์ในยูโรน่าสนใจมากขึ้น ช่วยเสริมเสถียรภาพอัตราแลกเปลี่ยนยูโรต่อฮ่องกงดอลลาร์
อารมณ์ความเสี่ยงทั่วโลก
ในช่วงต้นสงครามรัสเซีย-ยูเครน ตลาดอยู่ในภาวะหวาดกลัวสูง นักลงทุนซื้อเงินดอลลาร์และฟรังก์สวิสเป็นหลัก แต่เมื่อสถานการณ์เริ่มนิ่งและสงครามไม่ลุกลามมากขึ้น ความหวาดกลัวลดลง ยูโรจึงมีโอกาสฟื้นตัว
วงจรระยะยาวของดัชนีดอลลาร์
เฟดเริ่มขึ้นดอกเบี้ยในปี 2022 ทำให้ดัชนีดอลลาร์แข็งค่าขึ้นมาก แต่ตามประวัติศาสตร์ ทุกรอบของการลดดอกเบี้ยในสหรัฐฯ มักจะทำให้ดัชนีดอลลาร์ในอีก 3-5 ปีถัดมาลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นแนวโน้มที่เป็นบวกต่อยูโร
ปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจยูโรโซน
อัตราการว่างงานลดลงเป็นสัญญาณบวก แต่เศรษฐกิจยูโรโซนในช่วงหลังยังเติบโตช้า ใกล้เคียงศูนย์ มีปัญหาโครงสร้าง เช่น การเติบโตต่ำ โครงสร้างอุตสาหกรรมเก่า และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงอยู่ ทำให้แนวโน้มในอนาคตยังไม่สดใส
แนวโน้มยูโรต่อฮ่องกงดอลลาร์ในปี 2026-2031
ความไม่แน่นอนของการเติบโตทางเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจยูโรโซนยังเผชิญความท้าทายหลายด้าน แม้จะมีอัตราการว่างงานลดลง แต่ GDP ขยายตัวใกล้ศูนย์ โครงสร้างประชาก้าเปลี่ยนแปลงและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงอยู่ ทำให้แนวโน้มการฟื้นตัวของยูโรในระยะกลางมีข้อจำกัด
นโยบายของ ECB
ต่างจากเฟดที่ปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว ECB ยังคงระมัดระวังในการหยุดขึ้นดอกเบี้ยในปี 2024 หากเฟดลดดอกเบี้ยในปี 2026-2027 ดัชนีดอลลาร์อาจอ่อนค่าลงใน 3-5 ปี ซึ่งจะเป็นผลดีต่อยูโร
ในระยะยาว หากดอกเบี้ยในสหรัฐฯ ลดลงอย่างมากในปี 2026-2027 ยูโรอาจได้รับแรงหนุนจากดัชนีดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง
การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
ความต้องการสินค้าจากยุโรปขึ้นอยู่กับแนวโน้มเศรษฐกิจโลก หากเศรษฐกิจโลกเติบโตดี ยูโรจะได้รับประโยชน์จากการส่งออก แต่ถ้าเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย เงินทุนอาจไหลกลับสหรัฐฯ ทำให้ยูโรอ่อนค่าลงอีกครั้ง
บทสรุปการลงทุน: ในครึ่งแรกของปี 2026 ยูโรต่อฮ่องกงดอลลาร์อาจยังอ่อนค่าต่อเนื่อง แต่หากสหรัฐฯ เริ่มลดดอกเบี้ยและเศรษฐกิจไม่ถล่ม ก็มีโอกาสที่ยูโรจะเริ่มฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 และต่อเนื่องจนกว่าธนาคารกลางยุโรปลดดอกเบี้ยอย่างมาก หากเกิดวิกฤติทางภูมิรัฐศาสตร์หรือการเมือง ยูโรอาจอ่อนค่าลงอีก
เครื่องมือการลงทุนสำหรับนักลงทุนไต้หวันที่สนใจยูโรต่อฮ่องกงดอลลาร์
เครื่องมือ 1: ผ่านบัญชีแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของธนาคาร
เปิดบัญชีแลกเปลี่ยนในธนาคารพาณิชย์หรือธนาคารนานาชาติ เพื่อซื้อขายยูโร ข้อดีคือปลอดภัยและเชื่อถือได้ ข้อเสียคือความคล่องตัวจำกัด มักซื้อเพื่อเก็งกำไรขาขึ้นเท่านั้น
เครื่องมือ 2: โบรกเกอร์ฟอเร็กซ์นานาชาติ (แพลตฟอร์ม CFD)
เป็นทางเลือกสำหรับนักเทรดระยะสั้นและนักลงทุนขนาดเล็ก ใช้เลเวอเรจเทรดสองทาง ทั้งซื้อและขาย ทำให้สามารถเก็งกำไรทั้งขึ้นและลง ค่าธรรมเนียมต่ำ พร้อมเครื่องมือวิเคราะห์และข้อมูลเรียลไทม์
เครื่องมือ 3: บริการแลกเปลี่ยนเงินตราของบริษัทหลักทรัพย์
บางบริษัทในไต้หวันให้บริการเทรดฟอเร็กซ์ นักลงทุนสามารถซื้อขายยูโรผ่านแพลตฟอร์มของบริษัท เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความคุ้นเคยและความปลอดภัย
เครื่องมือ 4: ตลาดฟิวเจอร์ส
เปิดบัญชีเทรดฟิวเจอร์สในตลาดอนุพันธ์ ให้ความคล่องตัวสูง ราคาชัดเจน เหมาะสำหรับนักเทรดที่มีประสบการณ์
จับจังหวะตลาดและวางแผนลงทุนยูโรต่อฮ่องกงดอลลาร์
จากการวิเคราะห์แนวโน้มในช่วง 2026-2031 อัตราแลกเปลี่ยนยูโรต่อฮ่องกงดอลลาร์จะขึ้นอยู่กับสามปัจจัยหลัก: นโยบายการเงินของสหรัฐฯ, แนวโน้มเศรษฐกิจโลก, และเสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์ในยุโรป
ระยะสั้น (ครึ่งแรกปี 2026) ยูโรอาจอ่อนค่าต่อเนื่อง แต่เมื่อสหรัฐฯ เริ่มลดดอกเบี้ยแน่นอน อัตราแลกเปลี่ยนมีโอกาสฟื้นตัวจนถึงจุดที่ธนาคารกลางยุโรปลดดอกเบี้ยอย่างมาก
ระยะกลาง-ยาว หากไม่มีวิกฤติหรือเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์รุนแรงใน 5 ปีข้างหน้า แนวโน้มยูโรต่อฮ่องกงดอลลาร์ยังคงเป็นบวก โดยนักลงทุนควรติดตามข้อมูลเศรษฐกิจและนโยบายของทั้งสหรัฐฯและยุโรปอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสม
เปิดโอกาสลงทุนง่ายๆ ด้วย 3 ขั้นตอน:
สำหรับนักลงทุนในไต้หวันและฮ่องกง การที่ยูโรแตะจุดต่ำสุดในประวัติศาสตร์เป็นโอกาสในการประเมินมูลค่าทรัพย์สินยุโรปใหม่ โดยใช้การวิเคราะห์พื้นฐานและเทคนิคประกอบกัน ก็อาจสร้างผลตอบแทนจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนในอนาคต