This page may contain third-party content, which is provided for information purposes only (not representations/warranties) and should not be considered as an endorsement of its views by Gate, nor as financial or professional advice. See Disclaimer for details.
ทำความเข้าใจ Balance Sheet (งบดุล) ให้เป็นภาษาของนักลงทุน
ถ้าคุณเป็นนักลงทุน ผู้บริหาร หรือคนที่อยากเข้าใจสุขภาพการเงินของบริษัท สิ่งที่ต้องเรียนรู้ก่อนอื่นก็คือ balance sheet คือ เอกสารสำคัญที่บอกเล่าเรื่องราวของความเป็นรวยหรือขาดของบริษัทนั้น ไม่ว่าจะมีสินทรัพย์เท่าไร มีหนี้เท่าไร และมูลค่าแท้ของเจ้าของกิจการคืออะไร
Balance Sheet คือเอกสารอะไร? เหตุใดจึงเป็นหนึ่งในสามพอขององบการเงิน
งบดุล คือ รายการทางการเงินที่ถูกออกแบบมาเพื่อแสดงภาพสินทรัพย์ทั้งหมด ความเป็นหนี้ และมูลค่าตัวตนจริงของเจ้าของตามกำหนดเวลาหนึ่งๆ เปรียบได้กับการถ่ายภาพสุขภาพการเงินของบริษัท ณ วินาทีที่ถ่ายรูป
เดิมทีในประเทศไทยและต่างประเทศเรียกเอกสารนี้ว่า “Balance Sheet” ซึ่งแปลว่า “งบดุล” เพราะเน้นว่าทั้งสองฝ่ายของสมการต้องสมดุลกัน แต่เมื่อมาตรฐานการบัญชีสากลได้อัปเดต ก็เปลี่ยนชื่อเป็น “งบแสดงฐานะทางการเงิน” (Statement of Financial Position) เพื่อให้ชื่อนี้สะท้อนจุดประสงค์ที่ชัดเจนมากขึ้น
สมการพื้นฐาน: ต้องเข้าใจว่าทำไมงบดุลต้อง “ดุล”
การเข้าใจ balance sheet คือ เข้าใจสมการเหล็กกลจากวิชาบัญชี:
สินทรัพย์ (Assets) = หนี้สิน (Liabilities) + ส่วนของเจ้าของ (Equity)
สมการนี้บอกเล่าว่า:
สิ่งที่สำคัญสุดคือ ทั้งสองฝ่ายต้องเท่ากันเสมอ หากไม่เท่าแสดงว่ามีข้อผิดพลาดในการบันทึก
องค์ประกอบหลัก 3 ประการ ที่นักลงทุนต้องศึกษาให้ลึก
1. สินทรัพย์ (Assets) – ต้องเข้าใจว่ามีของกี่ประเภท
สินทรัพย์คือทรัพยากรที่ก่อให้เกิดรายได้ หรือใช้ในการดำเนินการตามปกติ แบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก:
สินทรัพย์หมุนเวียน (Current Assets) – ทรัพยากรที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้ภายในปี:
สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน (Non-Current Assets) – ทรัพยากรที่ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ภายในปี:
2. หนี้สิน (Liabilities) – เงินที่บริษัทต้องชำระคืน
หนี้สินคือภาระผูกพันที่กิจการต้องจ่ายให้บุคคลภายนอก แบ่งเป็น 2 ประเภท:
หนี้สินหมุนเวียน (Current Liabilities) – ต้องจ่ายคืนภายในปี:
หนี้สินไม่หมุนเวียน (Non-current Liabilities) – ต้องจ่ายคืนเกิน 1 ปี:
3. ส่วนของเจ้าของ (Equity) – เงินแท้ที่เป็นของเจ้าของ
ส่วนของเจ้าของคือมูลค่าแท้ของบริษัท หลังจากหักหนี้ทั้งหมด ประกอบด้วย 2 ส่วน:
เงินทุนจากผู้ถือหุ้น: เงินทุนที่ผู้ร่วมถือหุ้นนำมาลงทุนเพื่อก่อตั้งบริษัท
กำไร (ขาดทุน) สะสม: กำไรจากการดำเนินงานที่ไม่ได้จ่ายให้ผู้ถือหุ้นเป็นปันผล หากบริษัทขาดทุน ก็จะมียอดขาดทุนสะสมแทน
ประเภทรูปแบบงบดุล 2 แบบ – เลือกแบบไหนดีขึ้นอยู่กับบริบท
งบดุลแบบบัญชี (T-Account Form)
คล้ายรูปตัว T โดยด้านซ้ายแสดงสินทรัพย์ ด้านขวาแสดงหนี้สินและส่วนของเจ้าของ แบบนี้ได้รับความนิยมสูงสุดเพราะง่ายต่อการมองเห็นความสมดุล
ขั้นตอนการจัดทำ:
งบดุลแบบรายงาน (Report Form)
แสดงรายการเรียงลำดับตามลำดับหมวดหมู่ แบบนี้พบเห็นบ่อยในรายงานประจำปีของบริษัทจดทะเบียน
ขั้นตอนการจัดทำ:
เหตุใดจึงต้องเปลี่ยนชื่อจาก “งบดุล” เป็น “งบแสดงฐานะทางการเงิน”
เดิมทีชื่อ “Balance Sheet” หรือ “งบดุล” เน้นเพียงแค่ความสมดุลของสมการทางบัญชี แต่ไม่ได้อธิบายว่าเอกสารนี้แสดงข้อมูลอะไร
มาตรฐานรายการทางการเงินสากล (IFRS) และประเทศไทยจึงตัดสินใจเปลี่ยนเป็น “Statement of Financial Position” หรือ “งบแสดงฐานะทางการเงิน” เพื่อให้ชื่อสะท้อนเนื้อหาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น นั่นคือ เอกสารนี้แสดงฐานะทางการเงินที่แท้จริงของบริษัท
ทำไม Balance Sheet ถึงสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุน และผู้บริหารต้องใช้
สำหรับนักลงทุน:
สำหรับผู้บริหาร:
สำหรับเจ้าหนี้และสถาบันการเงิน:
วิธีค้นหาและอ่านงบดุลของบริษัทตัวจริง
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการศึกษาฐานะทางการเงินของบริษัท สามารถค้นหาได้จาก:
เว็บไซต์ Datawarehouse.dbd.go.th - ที่เก็บข้อมูลการเงินของบริษัทในประเทศไทย
วิธีค้นหาทีละขั้น:
เทคนิคการวิเคราะห์ Balance Sheet ที่ไม่ใช่มือใหม่ต้องรู้
1. ดูสภาพคล่องก่อน
Current Ratio = สินทรัพย์หมุนเวียน ÷ หนี้สินหมุนเวียน
อัตราส่วนนี้บอกว่า 1 บาทของหนี้ระยะสั้น บริษัทมีเงินสดและสินทรัพย์เร็วกี่บาทมาคุ้มค่า ปกติต่ำสุด 1.0-1.5 ถือว่าปลอดภัย
2. ดูสัดส่วนหนี้ต่อส่วนของเจ้าของ
Debt-to-Equity Ratio = หนี้สินทั้งหมด ÷ ส่วนของเจ้าของ
ตัวเลขน้อยแสดงว่าบริษัทพึ่งพาตัวเองได้ ไม่ขึ้นต่อการยืมเงิน
3. ดูประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์
Asset Turnover = รายได้ ÷ สินทรัพย์ทั้งหมด
ตัวเลขสูงแสดงว่าบริษัทใช้สินทรัพย์เก่งแล้ว
4. เปรียบเทียบปีต่อปี
ดูว่าสินทรัพย์และหนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ถ้าสินทรัพย์หมุนเวียนลดลงต่อเนื่องแสดงว่ายอดขายอาจดิ่งหรือการเก็บหนี้ไม่ดี
5 ข้อควรระวังก่อนตัดสินใจลงทุนจากงบดุล
1. งบดุลแสดงข้อมูลอดีต ไม่ใช่อนาคต
เอกสารนี้ถ่ายทำสถานะ ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง เช่น 31 ธันวาคม หากหลังจากวันนั้นมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น (เช่น บริษัทเข้าสู่ธุรกิจใหม่ หรือเกิดอุบัติเหตุ) ข้อมูลในงบดุลก็จะไม่ครอบคลุม
2. ข้อมูลในงบดุลอาจไม่เป็นจริง
ไม่ว่าจะบังเอิญหรือตั้งใจ ข้อมูลในงบดุลอาจผิดพลาดหรือถูกปรับปรุง นักลงทุนจึงต้องตรวจสอบกับงบกำไรขาดทุน บันทึกหมายเหตุประกอบ และอ่านความเห็นของผู้สอบบัญชีด้วย
3. ค่าของสินทรัพย์อาจไม่เท่ากับราคาตลาด
บริษัทบันทึกอาคารและที่ดินตามราคาที่ซื้อ (Historical Cost) ไม่ใช่ราคาตลาดปัจจุบัน ดังนั้นสินทรัพย์ในงบดุลอาจมูลค่ามากกว่าหรือน้อยกว่าความเป็นจริง
4. สภาปาศาคอมันควรเปลี่ยน
หากเศรษฐกิจมีอัตราเงินเฟ้อสูง ดอกเบี้ยปั่นป่วน หรือมูลค่าเงินตกต่ำ ตัวเลขในงบดุลเมื่อปีที่แล้วอาจไม่เทียบเท่ากับปีนี้
5. ต้องศึกษาเนื้อหาที่อยู่เบื้องหลัง
อ่านหมายเหตุประกอบในงบการเงิน และรายงานผู้สอบบัญชี เพื่อทำความเข้าใจรายละเอียดและข้อสังเกต
สรุป: Balance Sheet ไม่ใช่เครื่องมือเดียวแต่มันกำลัง
balance sheet คือ เอกสารหนึ่งที่แสดงฐานะทางการเงินของบริษัทอย่างชัดเจนผ่านสมการ: สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ ประกอบด้วยสินทรัพย์ (หมุนเวียนและไม่หมุนเวียน) หนี้สิน (หมุนเวียนและไม่หมุนเวียน) และส่วนของเจ้าของ
สำหรับผู้บริหาร ใช้งบดุลเพื่อประเมินสุขภาพการเงิน วางแผนกลยุทธ์ และพัฒนาธุรกิจต่อไป
สำหรับนักลงทุน ใช้งบดุลร่วมกับเครื่องมือการเงินอื่น เช่น งบกำไรขาดทุน กระแสเงินสด และอัตราส่วนการเงิน เพื่อตัดสินใจลงทุนอย่างรอบด้าน
อย่าลืมว่า งบดุลเป็นเพียงภาพถ่ายหนึ่งช่วงเวลา การตัดสินใจที่ดีต้องมองแบบโปรแกรม ศึกษาหลายปีเหนือศีรษะกิจการ และดูบริบทเศรษฐกิจ สถาบันการเงิน และอุตสาหกรรมด้วย เมื่อนั้นสำหลักการอ่านงบดุลจึงจะกลายมาเป็นทักษะที่ช่วยคุณตัดสินใจได้ชาญฉลาด