7 กลยุทธ์การเทรด Forex ที่ดีที่สุดเพื่อปลดล็อกกำไรที่สม่ำเสมอ

พยายามสร้างรายได้ที่มั่นคงจากตลาดเงินหรือไม่? นักเทรดหลายคนพบว่าตัวเองติดอยู่ระหว่างเสน่ห์ของผลตอบแทนสูงและความเป็นจริงอันโหดร้ายของการขาดทุนที่ไม่สามารถคาดเดาได้ ความแตกต่างระหว่างผู้ที่ประสบความสำเร็จและผู้ที่ไม่สำเร็จมักขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญเพียงอย่างเดียว: การมีแผนกลยุทธ์ฟอเร็กซ์ที่เป็นโครงสร้างและได้รับการพิสูจน์แล้วว่าทำกำไรอย่างสม่ำเสมอ คำแนะนำฉบับนี้จะแสดงวิธีการ 7 วิธีที่ผ่านการทดสอบเวลาที่เทรดเดอร์มืออาชีพใช้สร้างรายได้ที่เชื่อถือได้ ไม่ว่าคุณจะเพิ่งเริ่มต้นหรือกำลังปรับปรุงทักษะขั้นสูงก็ตาม

การสร้างฐานราก: ทำไมเทรดเดอร์ที่มีกำไรทุกคนต้องมีกลยุทธ์ที่แข็งแรง

ตลาดฟอเร็กซ์เปิดทำการ 24 ชั่วโมง 5 วันต่อสัปดาห์ ด้วยปริมาณการซื้อขายนับล้านล้านต่อวัน ซึ่งสร้างทั้งโอกาสและอันตราย หากไม่มีแผนชัดเจน การเทรดก็จะกลายเป็นการพนัน เมื่อคุณโยนเหรียญซ้ำแล้วซ้ำเล่า โอกาสที่คุณจะโชคดีมีบ้าง แต่ผลลัพธ์ระยะยาวจะขึ้นอยู่กับความน่าจะเป็น ไม่ใช่โชค

แนวทางที่เป็นโครงสร้างจะเป็นแม่แบบสำหรับการเทรดของคุณ มันตอบคำถามสำคัญก่อนที่คุณจะเสี่ยงเงินทุน: เข้าเมื่อไหร่? ออกเมื่อไหร่? เสียได้เท่าไหร่? ค่าพารามิเตอร์เหล่านี้จะช่วยขจัดอารมณ์และความรู้สึกออกจากการตัดสินใจ แล้วแทนที่ด้วยการดำเนินการแบบเป็นระบบ

ข้อมูลเชิงลึกสำคัญ: ไม่มีกลยุทธ์ใดที่รับประกันความแม่นยำสมบูรณ์แบบ กลยุทธ์ที่ดีที่สุดคือกลยุทธ์ที่ให้ความได้เปรียบทางสถิติ—มีโอกาสชนะสูงกว่าการแพ้ ซึ่งเมื่อรวมกับการบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม จะสะสมเป็นกำไรที่สม่ำเสมอเมื่อเวลาผ่านไป แม้แต่นักเทรดมืออาชีพก็ยังเจอการขาดทุน แต่สิ่งที่แยกพวกเขาออกจากกันคือ พวกเขาได้วางแผนให้ชนะมากกว่าขาดทุน

ลองพิจารณาคู่เงินหลัก (EUR/USD, GBP/USD, USD/JPY) ที่เทรดกันเป็นจำนวนมาก คู่เหล่านี้มีรูปแบบที่คาดเดาได้ เมื่อคุณรู้ว่าจะมองหาอะไร นี่คือจุดที่กลยุทธ์กลายเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขันของคุณ

สามแนวทางหลัก: จับคู่กลยุทธ์กับไลฟ์สไตล์ของคุณ

เทรดเดอร์มืออาชีพไม่ได้ใช้วิธีเดียวกันกับทุกคน พวกเขาเลือกแนวทางที่สอดคล้องกับเวลาว่างและบุคลิกภาพของตนเอง การเข้าใจสามประเภทนี้จะช่วยให้คุณระบุว่ากลยุทธ์ใดเหมาะสมกับคุณ

การเทรดเน้นความเร็ว: จับการเคลื่อนไหวเล็กน้อย (Scalping)

เหมาะสำหรับ: เทรดเดอร์ที่มีเวลาหลายชั่วโมงต่อวัน มีปฏิกิริยาเร็ว และสบายใจที่จะเทรดแบบรวดเร็ว

เวลาที่ใช้: ไม่กี่วินาทีถึงไม่กี่นาทีต่อเทรด

กลยุทธ์ scalping ทำงานบนหลักการง่ายๆ: ทำกำไรเล็กน้อยจากการเคลื่อนไหวของราคาเล็กน้อย เทรดเดอร์อาจถือคำสั่งซื้อขายเพียง 5 นาที โดยตั้งเป้ากำไร 5-10 จุด (0.05% ถึง 0.10% ของการเคลื่อนไหวราคา) ก่อนออก แม้กำไรต่อเทรดดูน้อย แต่ความถี่ของการเทรดจะสร้างผลตอบแทนสะสม

กลยุทธ์นี้ต้องการความสนใจบนหน้าจออย่างต่อเนื่องและการตัดสินใจแบบทันทีทันใด ค่าธรรมเนียมและสเปรดเป็นปัจจัยสำคัญ ควรเทรดบนแพลตฟอร์มที่มีสเปรดแคบที่สุด ความท้าทายทางจิตใจคือ การยอมรับกำไรเล็กน้อยแทนที่จะรอให้เกิดการเคลื่อนไหวใหญ่ ซึ่งอาจทำให้เกิดความอยากถือคำสั่งนานเกินไป

การเทรดตามช่วงราคา: ทำกำไรจากตลาด sideways (Range Trading)

เหมาะสำหรับ: เทรดเดอร์ที่ชอบวิเคราะห์ คิดเชิงโครงสร้าง และมีเวลาปานกลาง

เวลาที่ใช้: ไม่กี่นาทีถึงหลายวันต่อเทรด

ไม่ใช่ทุกตลาดเคลื่อนไหวในแนวเดียวกัน บางครั้งคู่เงินจะแกว่งระหว่างแนวรับและแนวต้านที่ชัดเจนเป็นชั่วโมงหรือวัน การเทรดตามช่วงราคาทำกำไรจากพฤติกรรมนี้: ซื้อใกล้แนวรับ ขายใกล้แนวต้าน

การระบุระดับเหล่านี้ต้องวิเคราะห์แนวรับ (ราคาที่มักเด้งขึ้น) และแนวต้าน (ราคาที่มักย้อนลง) เมื่อระบุได้แล้ว ให้วางคำสั่งซื้อใกล้แนวรับและขายใกล้แนวต้าน พร้อมตั้ง stop-loss เล็กน้อยนอกเขตเหล่านี้

กลยุทธ์นี้ทำงานได้ดีในตลาดที่สงบ แต่จะลำบากเมื่อราคาทะลุแนวรับหรือแนวต้านอย่างแรง ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมการบริหารความเสี่ยงจึงสำคัญมาก

การเทรดตามแนวโน้ม: ขี่แนวโน้มทิศทาง (Trend Trading)

เหมาะสำหรับ: เทรดเดอร์ที่ยอมรับการถือคำสั่งนานๆ มีความอดทนต่อการพักตัวชั่วคราว และสามารถวิเคราะห์โมเมนตัมได้

เวลาที่ใช้: ชั่วโมงถึงสัปดาห์ต่อเทรด

เทรดเดอร์แนวโน้มเชื่อในหลักการ “แนวโน้มคือเพื่อน” เมื่อราคามีแนวโน้มชัดเจนในทิศทางใด ท่านจะถือคำสั่งเพื่อเก็บเกี่ยวการเคลื่อนไหวที่สำคัญก่อนที่จะย้อนกลับ เทรดเดอร์อาจถือคำสั่งซื้อขายที่ทำกำไรได้หลายวันหรือหลายสัปดาห์ ปล่อยให้กำไรสะสม

กลยุทธ์นี้ต้องการความอดทน—รอการแกว่งในระหว่างเทรดโดยไม่ปิดคำสั่งก่อนเวลาอันควร ผลตอบแทนคือ การจับการเคลื่อนไหวที่อาจมีมากกว่า 500-2000 จุด (5% ถึง 20%+ ของกำไรต่อเทรด) ความท้าทายคือ การแยกแยะระหว่างการพักตัวชั่วคราวในแนวโน้มและการเปลี่ยนแนวโน้มจริง

7 กลยุทธ์ฟอเร็กซ์ที่ดีที่สุดสำหรับกำไรสม่ำเสมอ: วิธีการปฏิบัติอย่างละเอียด

ตอนนี้เรามาดูเทคนิคเฉพาะที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ซึ่งสอดคล้องกับสามแนวทางนี้

กลยุทธ์ 1: EMA Crossover—เส้นทางสำหรับมือใหม่

EMA (ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โพเนนเชียล) เป็นเครื่องมือเทคนิคที่เชื่อถือได้มากที่สุดอันหนึ่ง มันทำให้ราคาที่เคลื่อนไหวกลายเป็นเส้นแนวโน้มชัดเจน

วิธีการทำงาน: วาง EMA สองเส้นบนกราฟ—โดยทั่วไปใช้ 5 กับ 7, 10 กับ 20 หรือ 15 กับ 30 ขึ้นอยู่กับกรอบเวลา เมื่อ EMA สั้นกว่าข้ามไปด้านบน EMA ยาว นั่นเป็นสัญญาณแนวโน้มขึ้นและเปิดคำสั่งซื้อ เมื่อข้ามลงด้านล่าง เป็นสัญญาณแนวโน้มลงและเปิดคำสั่งขาย

การบริหารความเสี่ยง:

  • สำหรับคำสั่งซื้อ: วาง stop-loss เล็กน้อยต่ำกว่าจุดต่ำสุดล่าสุด
  • สำหรับคำสั่งขาย: วาง stop-loss เล็กน้อยสูงกว่าจุดสูงสุดล่าสุด
  • ตั้งเป้ากำไรอย่างน้อย 2 เท่าของระยะ stop-loss เพื่อรักษาสัดส่วนความเสี่ยง-ผลตอบแทนที่ดี

กลยุทธ์นี้ทำงานได้ดีในตลาดแนวโน้ม แต่จะให้สัญญาณเท็จในช่วงตลาด sideways ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมควรทดสอบในสภาพตลาดต่างๆ ก่อนนำเงินจริงเข้าไปเสี่ยง

กลยุทธ์ 2: Gann Trend Following—ยืนยันแนวทางระดับมืออาชีพ

William Delbert Gann นักเทรดระดับตำนาน พัฒนาวิธีวิเคราะห์โดยใช้มุม ซึ่งหลายเทรดเดอร์มืออาชีพยังคงใช้กันอยู่ในปัจจุบัน แพลตฟอร์มกราฟิกสมัยใหม่มีตัวชี้วัด Gann ที่แสดงแนวโน้มเป็นริบบิ้นหรือแถบสีต่างๆ

วิธีการทำงาน: ริบบิ้นสีเหลืองหรือแดงบ่งชี้แนวโน้มลง; ริบบิ้นสีน้ำเงินหรือเขียวบ่งชี้แนวโน้มขึ้น เข้าทำคำสั่งทันทีหลังจากแท่งเทียนที่เปลี่ยนสีปิดตัว โดยวางคำสั่งซื้อเหนือแท่งเทียนนั้น (สำหรับซื้อ) หรือใต้แท่งเทียน (สำหรับขาย)

การใช้งานขั้นสูง: หลายเทรดเดอร์ใช้ trailing stop—หยุดขาดทุนแบบปรับตามแนวโน้ม ซึ่งช่วยล็อคกำไรและปล่อยให้เทรดสามารถเก็บเกี่ยวแนวโน้มที่ยาวนานขึ้นได้

กลยุทธ์นี้ดีในช่วงที่ตลาดมีแนวโน้มแรง แต่ก็อาจให้สัญญาณเท็จก่อนการกลับตัวอย่างรุนแรง จึงจำเป็นต้องวาง stop-loss อย่างแม่นยำ

กลยุทธ์ 3: ระดับแนวรับและแนวต้าน—รากฐานของการเทรดในช่วงราคา

ตลาดไม่ได้เคลื่อนไหวแบบสุ่ม พวกมันมักจะตอบสนองต่อระดับราคาที่แน่นอน—แนวรับ (floor) และแนวต้าน (ceiling) เมื่อราคาทะลุระดับเหล่านี้ เทรดเดอร์คาดว่าจะเกิดการย้อนกลับ

วิธีการระบุระดับ: มีหลายวิธี เช่น Pivot Points คำนวณจากข้อมูลรอบก่อน Fibonacci ระบุระดับ retracement ตามสัดส่วน และ Bollinger Bands สร้างแนวป้องกันตามความผันผวน เลือกวิธีใดวิธีหนึ่งแล้วฝึกฝนให้เชี่ยวชาญ

การเทรดตามระดับ:

  • ที่แนวต้าน: ขายทำกำไรโดยตั้งเป้าหมายที่แนวรับถัดไป
  • ที่แนวรับ: ซื้อเพื่อทำกำไรที่แนวต้านถัดไป
  • วาง stop-loss 10-20 จุดนอกเขตแนวรับ-แนวต้าน

กลยุทธ์นี้ให้ผลดีในตลาดที่อยู่ในช่วงแนวราบ แต่ล้มเหลวเมื่อแนวโน้มแรงทะลุระดับเหล่านี้ จึงควรใช้ในตลาดที่สงบเท่านั้น

กลยุทธ์ 4: การอ่าน Pinbar—สัญญาณการกลับตัวของตลาด

แท่งเทียนแบบญี่ปุ่นมีความเข้าใจในจิตวิทยาของเทรดเดอร์มานาน Pinbar เป็นหนึ่งในรูปแบบที่เชื่อถือได้มากที่สุด: เป็นแท่งเทียนที่มีตัวเนื้อเล็กและไส้ยาวมากในด้านใดด้านหนึ่ง คล้ายลูกศรชี้ไปยังการกลับตัว

การตีความ: ไส้บนยาวบ่งชี้ว่าผู้ซื้อพยายามผลักราคาขึ้น แต่ถูกปฏิเสธ ผู้ขายเข้าควบคุม ทำให้เกิดสัญญาณกลับตัว เมื่อรูปแบบนี้เกิดขึ้นตรงกับแนวรับหรือแนวต้าน ความน่าจะเป็นของการกลับตัวจะสูงขึ้นมาก

การดำเนินการ:

  • เข้าทำคำสั่งเมื่อแท่งเทียนปิดสมบูรณ์แล้ว โดยเข้าในทิศทางตรงกันข้ามกับไส้เทียน
  • Stop-loss: วางไว้ใกล้จุดสุดยอดของ Pinbar (ต่ำกว่าสำหรับซื้อ, สูงกว่าสำหรับขาย)
  • เป้าหมายกำไร: ตั้งไว้ที่แนวรับหรือแนวต้านถัดไป หรือใช้ 2-3 เท่าของระยะ stop-loss

หลายเทรดเดอร์ใช้ร่วมกับแนวรับ-แนวต้านเพื่อเพิ่มความแม่นยำ ทำให้เป็นหนึ่งในกลยุทธ์เทรดในช่วงราคาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

กลยุทธ์ 5: การเด้งของ Bollinger—จับการกลับสู่ค่าเฉลี่ย

Bollinger Bands สร้างเส้นบนและล่างรอบราคาตามความผันผวนทางสถิติ เมื่อราคาทะลุเส้นล่างหลังจากการเคลื่อนไหวลงเกินจริง การกลับตัว (bounce) มักเกิดขึ้น ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า mean reversion

การตั้งค่า: เมื่อราคาทะลุหรือแตะเส้นล่างของ Bollinger Bands รอให้แท่งเทียน bullish ปิดเหนือเส้นล่าง ยืนยันว่าการเด้งเริ่มต้น เข้าซื้อและวาง stop-loss เล็กน้อยต่ำกว่าจุดต่ำสุดล่าสุด ตั้งเป้ากำไรที่เส้นกลางหรือเส้นบนของ Bollinger Bands

กลยุทธ์นี้เหมาะในตลาดที่มีความผันผวนสูง ซึ่งการเคลื่อนไหวเกินจริงมักถูกย้อนกลับอย่างรวดเร็ว แต่ในแนวโน้มขาลง ราคามักทะลุเส้นล่างซ้ำๆ ควรใช้ร่วมกับสัญญาณยืนยันอื่นๆ เช่น Pinbar หรือระดับแนวรับเพื่อความแม่นยำมากขึ้น

กลยุทธ์ 6: การ Breakout ของ Bollinger—จับจุดเริ่มต้นแนวโน้ม

ก่อนที่แนวโน้มแรงจะเริ่มขึ้น Bollinger Bands มักจะบีบตัวแคบลง ซึ่งเรียกว่า “squeeze” การทะลุออกจาก squeeze เป็นสัญญาณเริ่มต้นของแนวโน้ม

การตั้งค่า: ระบุช่วงเวลาที่ Bands บีบตัวมาก แล้วรอให้ราคาปิดนอกเส้นบนหรือเส้นล่าง เมื่อเกิดการปิดนอกแนวโน้ม ให้เข้าเทรดในทิศทางนั้น

Stop-loss: วางไว้ใกล้เขต squeeze เป้าหมายกำไร: ใช้การตั้งเป้าหมายแบบคงที่ (2-3 เท่าของ stop-loss) หรือใช้ trailing stop เพื่อเก็บเกี่ยวแนวโน้มที่ยาวนานขึ้น

กลยุทธ์นี้จับจุดเริ่มต้นของแนวโน้มที่แข็งแกร่งและทำงานได้ดีในตลาดที่มีความผันผวนสูง

กลยุทธ์ 7: การเทรด Breakout ช่วง London Session—เทรดตามแนวทางของวัน

ช่วง London (เวลา 8 โมงเช้าของอังกฤษ) เป็นเวลาที่แนวโน้มรายวันมักจะเริ่มต้นสำหรับคู่เงินหลายคู่ การเทรด Breakout ในช่วงนี้ช่วยให้เทรดเดอร์สอดคล้องกับแรงซื้อขายของสถาบัน

การดำเนินการ:

  1. เปิดกราฟ 1 ชั่วโมงของคู่เงินเป้าหมาย
  2. กำหนดระดับสูงสุดและต่ำสุดของช่วง Asian (ประมาณ 9 โมงเช้าของโตเกียวถึง 8 โมงเช้าของ London)
  3. รอให้แท่งเทียนชั่วโมงปิดนอกระดับเหล่านี้เมื่อเปิดตลาด London
  4. เข้าทำคำสั่ง: ปิดเหนือระดับสูงสุดของ Asian = ซื้อ; ปิดต่ำกว่าระดับต่ำสุดของ Asian = ขาย
  5. Stop-loss: วางที่จุดต่ำสุด/สูงสุดของช่วง Asian
  6. เป้าหมายกำไร: อย่างน้อย 2 เท่าของ stop-loss

กลยุทธ์นี้จับแนวโน้มทิศทางของวันก่อนที่แนวโน้มจะเต็มที่ ให้โอกาสคุณเข้าเทรดก่อนคนอื่นและได้เปรียบในตลาด

6 กฎสำคัญที่เทรดเดอร์กำไรสม่ำเสมอปฏิบัติตาม

รู้กลยุทธ์แล้วไม่พอ การมีวินัยในการเทรดคือสิ่งที่แยกเทรดเดอร์ที่ทำกำไรได้อย่างต่อเนื่องออกจากผู้ที่ขาดทุน

1. ยอมรับว่ากลยุทธ์ไม่มีใดสมบูรณ์แบบ

ผลลัพธ์ในอดีตไม่รับประกันผลในอนาคต กลยุทธ์ที่เคยได้ผลดีในช่วงหนึ่งอาจล้มเหลวในช่วงอื่น ควรปรับเปลี่ยนตามสภาพตลาด ไม่ใช่ยึดติดกับกลยุทธ์เดิมตลอดเวลา

2. ใช้การบริหารเงินอย่างเข้มงวด

วาง stop-loss ทุกเทรดโดยไม่ยกเว้น กำหนดขีดจำกัดการขาดทุนสูงสุดต่อเทรด (มักไม่เกิน 1-2% ของทุน) อย่าลบ stop-loss หวังว่าราคาอาจกลับตัว การวินัยนี้ช่วยจำกัดความเสียหายและทำให้คุณอยู่รอดในช่วงขาดทุน

3. ตั้งเป้ากำไรที่สมเหตุสมผล

ปรับเป้ากำไรให้สอดคล้องกับความผันผวนของคู่เงินที่เทรด เช่น คู่เงินที่เคลื่อนไหวช้าอย่าง USD/JPY อาจตั้งเป้าหมาย 50-100 จุด ในขณะที่คู่เงินที่ผันผวนสูงอย่าง GBP/USD อาจตั้งเป้าหมาย 150-250 จุด การตั้งเป้าหมายที่ไม่สมจริงจะทำให้เทรดออกก่อนเวลาและเกิดความหงุดหงิด

4. เลือกกรอบเวลาให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์

เทรดเดอร์รายวันใช้กราฟ 15 หรือ 30 นาที เพื่อเทรดหลายครั้งต่อวัน เทรดแบบ swing ใช้กราฟ 4 ชั่วโมงหรือรายวัน ถือครองคำสั่งเป็นวันๆ เลือกกรอบเวลาที่สอดคล้องกับเวลาที่คุณสามารถติดตามเทรดได้ ถ้าฝืนใช้กรอบเวลาที่ไม่เหมาะสม จะทำให้เกิดความเครียดและการตัดสินใจผิดพลาด

5. ควบคุมอารมณ์ของตัวเอง

ความกลัวและความโลภคือศัตรูร้ายแรงของเทรดเดอร์ ความกลัวทำให้คุณออกจากเทรดที่ชนะเร็วเกินไป ความโลภทำให้คุณถือคำสั่งที่แพ้หวังว่าจะกลับตัว เทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จจะปฏิบัติตามแผนของตนเองโดยไม่ปล่อยให้อารมณ์ครอบงำ เมื่อรู้สึกหงุดหงิดหรือมั่นใจเกินไป ควรหยุดพักจากหน้าจอ

6. จดบันทึกทุกอย่าง

เก็บบันทึกการเทรด เช่น จุดเข้า จุดออก กำไร/ขาดทุน และเหตุผลที่เลือกเทรดแต่ละครั้ง หลังจากเทรด 20-30 ครั้ง คุณจะเห็นรูปแบบ—กลยุทธ์และกรอบเวลาที่ทำกำไรได้ดี และกลยุทธ์ที่ทำให้ขาดทุน ซึ่งข้อมูลนี้จะช่วยปรับปรุงกลยุทธ์ในอนาคตได้ดีกว่าการใช้สัญชาตญาณ

นอกจากนี้ ควรกระจายการเทรดในหลายคู่เงินและพิจารณาสลับกลยุทธ์ที่พิสูจน์แล้ว เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสทำกำไรในแต่ละวัน

สรุป: จากความรู้สู่กำไรที่สม่ำเสมอ

การเข้าใจกลยุทธ์ทั้ง 7 เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ความเชี่ยวชาญที่แท้จริงมาจากการทดสอบย้อนหลัง ฝึกฝนบนบัญชีเดโมโดยไม่ใช้เงินจริง แล้วค่อยๆ เริ่มเทรดจริงด้วยขนาดตำแหน่งเล็กๆ การก้าวผ่านขั้นตอนนี้จะสร้างความมั่นใจและความสามารถ

เทรดเดอร์ที่ทำกำไรสม่ำเสมอไม่ได้ค้นพบเครื่องมือวิเศษหรือระดับลับสุดยอด พวกเขาได้สร้างระบบการตัดสินใจของตนเอง ลบอารมณ์ออกจากการเข้าออกเทรด และฝึกฝนจนกลายเป็นนิสัย กลยุทธ์ที่นำเสนอเป็นผลรวมของประสบการณ์เทรดหลายสิบปี—มันใช้ได้ผล แต่ต้องมีวินัยในการปฏิบัติ

พิจารณาแต่ละแนวทางอย่างรอบคอบ เลือกหนึ่งหรือสองแนวทางที่ตรงกับบุคลิกและเวลาว่างของคุณ ทดสอบให้แน่ใจว่ากลยุทธ์นั้นเหมาะสมก่อนลงทุนจริง เมื่อคุณพิสูจน์แล้วว่ามันใช้งานได้ ค่อยๆ ขยายขนาดการเทรด การมีกลยุทธ์ฟอเร็กซ์ที่ดีที่สุดสำหรับกำไรสม่ำเสมอไม่ใช่เรื่องของการค้นหาเทคนิคสุดยอด แต่เป็นเรื่องของการค้นหา เทคนิคของคุณเอง และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เทรดทีละขั้นตอน จนกลายเป็นนิสัย แล้วคุณจะพบเส้นทางสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน

ดูต้นฉบับ
This page may contain third-party content, which is provided for information purposes only (not representations/warranties) and should not be considered as an endorsement of its views by Gate, nor as financial or professional advice. See Disclaimer for details.
  • รางวัล
  • แสดงความคิดเห็น
  • repost
  • แชร์
แสดงความคิดเห็น
0/400
ไม่มีความคิดเห็น
  • ปักหมุด