เลือก หนังสือหุ้นแนะนำ 5 เล่มที่ต้องอ่านในปี 2025

ก่อนที่จะเดินเข้าสู่ตลาดหุ้น นักลงทุนมือใหม่ต้องตระหนักว่าการศึกษาจากหนังสือหุ้นแนะนำ ถือเป็นเสมือนเกราะป้องกันตัวแรก การอ่านหนังสือที่ดีเลือกมาด้วยสำนึก ไม่เพียงแต่ปูพื้นฐานความรู้เท่านั้น แต่ยังช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงความผิดพลาดที่นักลงทุนคนอื่นได้สัมผัสมาแล้ว ในปี 2025 นี้ เรามีหนังสือหุ้นแนะนำที่คัดสรรมาพิเศษ 5 เล่มซึ่งสามารถนำพาคุณจากระดับพื้นฐานไปถึงการวิเคราะห์หุ้นเชิงลึก

ทำไมผู้เริ่มต้นต้องศึกษาหนังสือหุ้น

การเตรียมตัวและศึกษาข้อมูลก่อนลงทุนถือเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาด เมื่อยิ่งเราศึกษาข้อมูลและเรียนรู้เรื่องราวการลงทุนมากกว่าคนอื่น เราก็จะมีโอกาสในการหลีกเลี่ยงกับดักที่พบเจอบ่อย ๆ ในตลาดได้มากขึ้น แม้ว่าการอ่านจะไม่สามารถรับประกันว่าคุณจะไม่ทำผิดพลาดซ้ำ แต่มันจะลดความผิดพลาดที่เกิดจากความไม่รู้ได้อย่างมาก

ในทางตรงข้าม หากไม่อ่านหนังสือเลย คุณสามารถเริ่มต้นได้ด้วยการลงทุนในกองทุนรวมแทน การปล่อยให้ผู้จัดการกองทุนเป็นผู้ตัดสินใจแทน แต่การศึกษาหนังสือหุ้นแนะนำ ก็ยังคงเป็นเครื่องมือที่มีค่ามากสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมโชคชะตาการเงินของตนเอง

หนังสือหุ้นแนะนำสำหรับนักลงทุนมือใหม่

หนังสือสำหรับวางรากฐาน: เพาะหุ้นเป็น เห็นผลยั่งยืน โดย คุณกวี ชูกิจเกษม

หนังสือนี้ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่พึ่งหัดลงทุน คุณกวี ชูกิจเกษม นักวิเคราะห์หุ้นระดับประเทศและรองกรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย ได้อธิบายแนวคิดการลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investing) ตั้งแต่ระดับพื้นฐานจนถึงเทคนิคขั้นสูงในภาษาที่เข้าใจง่าย หนังสือเล่มนี้ครอบคลุมตั้งแต่ความสามารถในการแข่งขันของบริษัท ไปจนถึงการใช้อัตราส่วน P/E, P/BV และ ROE ในการประเมินค่าหุ้น

สิ่งที่ทำให้หนังสือนี้น่าสนใจคือการนำเสนอที่ชัดเจน พร้อมตัวอย่างประกอบที่เข้าใจได้ง่าย ผู้อ่านสามารถจับต้องแนวคิดการลงทุนได้อย่างรูปธรรม และสามารถตัดสินใจด้วยตนเองโดยมีหลักการที่มั่นคง หนังสือนี้เหมาะสมมากสำหรับผู้เริ่มต้นและเพื่อการปูพื้นฐานก่อนศึกษาหนังสือระดับสูงขึ้นต่อไป

หนังสือสำหรับคนที่มีพื้นฐานอยู่บ้าง: The Intelligent Investor โดย Benjamin Graham

หนังสือเล่มนี้เป็นผลงานสุดคลาสสิกที่เขียนโดย Benjamin Graham บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า ที่ชื่นชมมากที่สุดจนกระทั่ง Warren Buffett ผู้รวยที่สุดในโลกยกย่องมันว่าเป็นหนังสือการลงทุนที่ดีที่สุด ในช่วงปี ค.ศ. 1936-1956 Benjamin Graham ทำให้เกิดผลตอบแทนเฉลี่ยถึง 20% ต่อปี ขณะที่ตลาดหุ้นในช่วงเดียวกันมีผลตอบแทนเพียง 12.2% ต่อปี

หนังสือเล่มนี้อธิบายการลงทุนอย่างมีลำดับขั้นตอน โดยแบ่งนักลงทุนออกเป็น 2 ประเภท คือนักลงทุนเชิงรับ (ผู้ที่มีความรู้น้อยและต้องการความเสี่ยงต่ำ) และนักลงทุนเชิงรุก (ผู้ที่มีความรู้มากและพยายามแสวงหากำไรสูง) หนักของการอ่านเล่มนี้คือภาษาค่อนข้างยากพอสมควร ทำให้ผู้อ่านต้องใช้ความพยายามมากขึ้น นอกจากนี้แนวคิดบางส่วนก็ได้รับการเขียนมาแล้วกว่า 72 ปี จึงอาจไม่เหมาะสมกับบริบทของตลาดหุ้นปัจจุบันทั้งหมด

หนังสือสำหรับผู้ที่อยากเข้าใจปรัชญาการลงทุนไทย: ตีแตก กลยุทธ์การเล่นหุ้นในภาวะวิกฤต โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ผู้เผยแพร่แนวคิดการลงทุนแบบเน้นคุณค่าคนแรกในประเทศไทย ได้เขียนหนังสือชุดที่มีความหลากหลายและลึกซึ้ง หนังสือ “ตีแตก” เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างตำนานการลงทุนไทย และได้เปลี่ยนชีวิตของนักลงทุนหลายคน

ความเป็นเอกลักษณ์ของหนังสือนี้คือการเล่าสอนประสบการณ์จริงของการลงทุนในหุ้นไทย ตัวอย่างในหนังสือเป็นหุ้นท้องถิ่นทั้งหมด ทำให้ผู้อ่านสามารถนำไปใช้ได้ทันที การศึกษา ดร.นิเวศน์ เน้นหลักการซื้อธุรกิจที่ดี ปล่อยให้ผู้บริหารเขาจัดการ และถือหุ้นเป็นระยะเวลาติดต่อกันหลายปี ตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป หากธุรกิจยังดีต่ออยู่ ก็ไม่จำเป็นต้องขาย

ข้อจำกัดของหนังสือเล่มนี้คือเนื้อหายังไม่ได้เจาะลึกเข้าไปในรายละเอียดเชิงเทคนิค เหมาะสำหรับการให้เห็นภาพกว้าง ๆ ของการลงทุนมากกว่าการให้ข้อมูลเฉพาะเจาะจง

หนังสือสำหรับการวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์: เหนือกว่าวอลสตรีท (One Up On Wall Street) โดย Peter Lynch

Peter Lynch ผู้บริหารกองทุน Magellan ที่ใช้เวลา 13 ปีในการเพิ่มมูลค่ากองทุนจาก 18 ล้านดอลลาร์เป็น 14,000 ล้านดอลลาร์ ได้แบ่งหุ้นออกเป็น 6 ประเภท ได้แก่ หุ้นโตช้า หุ้นแข็งแกร่ง หุ้นโตเร็ว หุ้นวัฏจักร หุ้นฟื้นตัว และหุ้นทรัพย์สินมาก

ความโดดเด่นของ Peter Lynch คือการค้นหาหุ้นที่มีศักยภาพสูงแต่ยังไม่มีใครสนใจ วิธีการของเขาเรียกว่า Tenbagger กลยุทธ์ที่หวังว่าหุ้นจะเพิ่มมูลค่าได้ 10 เท่า หนังสือของเขาครอบคลุมการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน การยอมรับความเสี่ยง และการตีความงบการเงิน เนื้อหาเรียบเรียงได้ดี ไม่เบื่อ และไม่ต้องมีพื้นฐานการเงินมากมายก็สามารถเข้าใจได้ อย่างไรก็ตาม ตัวอย่างในหนังสือเป็นหุ้นต่างประเทศทั้งหมด อาจไม่เหมาะสมสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นและต้องการศึกษาหุ้นไทย

หนังสือสำหรับนักลงทุนที่ผ่านการศึกษาพื้นฐาน: ศาสตร์แห่งบัฟเฟตต์ (Buffettology) โดย Mary Buffet และ David Clark

Warren Buffett นักลงทุนที่รวยที่สุดในโลกไม่ค่อยเปิดโปงเทคนิคการลงทุนของเขา หนังสือเล่มนี้เขียนโดยอดีตลูกสะใภ้ที่ได้นั่งเรียนจากบัฟเฟตต์เอง โดยเปิดเผยวิธีการวิเคราะห์ของเขาที่ผสมผสานแนวคิดจาก Benjamin Graham, Charlie Munger และประสบการณ์ตนเอง

หนังสือนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกอธิบายการประเมินหุ้นเชิงคุณภาพ ส่วนที่สองหนักของการคำนวณที่ใช้หลัก DCF (Discount Cash Flow) จุดเด่นของ Buffett คือการมองหุ้นเสมือนการซื้อธุรกิจทั้งหน่วย ไม่ใช่แค่กระดาษซื้อขาย ข้อจำกัดของหนังสือนี้คือเหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาวเป็นส่วนใหญ่ เนื้อหามีความซับซ้อนพอสมควร และต้องใช้การวิเคราะห์เชิงลึก

ขั้นตอนการเลือก หนังสือหุ้นที่เหมาะสมกับคุณ

ไม่ใช่ทุกหนังสือจะเหมาะสมสำหรับทุกคน ในการเลือก หนังสือหุ้นแนะนำ ควรพิจารณาปัจจัยต่อไปนี้:

ระดับความรู้พื้นฐาน: หากคุณเพิ่งเริ่มต้น ให้เลือกหนังสือของคนไทยเขียนเขียนที่มีภาษาง่ายและตัวอย่างหุ้นไทย เช่น หนังสือของคุณกวี หรือ ดร.นิเวศน์

สไตล์การลงทุน: หากคุณสนใจการค้นหาหุ้นที่โตเร็ว ให้อ่าน “One Up On Wall Street” ของ Peter Lynch หากเน้นความเสี่ยงต่ำและรายได้ปันผล ให้อ่านหนังสือของคุณกวี

เวลาที่มี: หากมีเวลาจำกัด เลือกหนังสือที่อ่านง่ายและไม่มีเนื้อหาเทคนิคซับซ้อนเกินไป ถ้าเวลามากพอ ก็สามารถลุยเข้าหนังสือระดับโปรเชิงคณิตศาสตร์ได้

ความสนใจด้านประวัติศาสตร์: หากสนใจความเป็นมาและปรัชญาของการลงทุน บทเรียนจาก Benjamin Graham ยังคงมีค่า แม้ว่าจะใช้เวลาเขียนมาหลายสิบปี

เริ่มต้นการลงทุนจากความรู้ที่ได้

ผู้เริ่มต้นควรเดินทางทีละขั้น หลังจากการศึกษาหนังสือหุ้นแนะนำ ให้ลองเทรดด้วยเงินสมมติก่อน (Paper Trading) เพื่อทำความคุ้นเคยกับกลไกตลาด จากนั้นให้เริ่มลงทุนจากหุ้นดัชนีหรือกองทุนรวม แล้วค่อยเดินเข้าสู่การเลือกหุ้นเฉพาะเจาะจง

ส่วนสำคัญคือการเลือกหนังสือหุ้นแนะนำที่เขียนโดยผู้เชี่ยวชาญไทย มากกว่าการแปลจากต่างประเทศ เพราะตัวอย่างเป็นหุ้นไทยทำให้ใช้ได้จริง และสัญญาณตลาดไทยมีความแตกต่างจากตลาดต่างประเทศ

กุญแจสำคัญในการชนะตลาดหุ้นระยะยาว

แม้ว่าจะมี 5 หนังสือที่มีคุณค่า แต่กุญแจสำคัญในการชนะตลาดนั้นมีเพียง 3 อย่าง:

การจับจังหวะ (Market Timing): เลือกจุดซื้อที่ดี ซื้อให้ถูกและขายให้แพง

การเลือกสินทรัพย์ (Asset Selection): เลือกสินทรัพย์ที่มีแนวโน้มเติบโตในอนาคต ไม่เลือกสินทรัพย์ที่หยุดนิ่ง

การกระจายสินทรัพย์ (Asset Allocation): ไม่ลงทุนในสินทรัพย์เพียงชนิดเดียว ให้กระจายระหว่างหุ้น ตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์ และเงินสด ตามสัดส่วนที่เหมาะสม

หนังสือหุ้นแนะนำ ทั้ง 5 เล่มนี้ ล้วนแล้วแต่ให้เทคนิคที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ การศึกษาจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ส่วนสำคัญคือการเลือกหนังสือที่เหมาะสมกับตัวคุณ จากนั้นค่อยทำตามกลยุทธ์ที่เรียนรู้มาอย่างต่อเนื่อง เมื่อคุณหาสไตล์การลงทุนของตัวเองได้แล้ว ความสำเร็จในตลาดหุ้นก็จะเป็นเรื่องของเวลาเท่านั้น

This page may contain third-party content, which is provided for information purposes only (not representations/warranties) and should not be considered as an endorsement of its views by Gate, nor as financial or professional advice. See Disclaimer for details.
  • รางวัล
  • แสดงความคิดเห็น
  • repost
  • แชร์
แสดงความคิดเห็น
0/400
ไม่มีความคิดเห็น
  • ปักหมุด