8. ACV (Airports Corporation of Vietnam) – ประตูการท่องเที่ยว
ACV บริหารท่าอากาศยานของเวียดนาม ดูแลสนามบินหลักเกือบทั้งหมด รวมทั้งท่าแรกสำคัญอย่าง Tan Son Nhat (โฮจิมินห์) และ Noi Bai (ฮานอย) ถ้าเปรียบเทียบกับไทย ACV ก็คือ “AOT (ท่าอากาศยานไทย)” นั่นเอง
This page may contain third-party content, which is provided for information purposes only (not representations/warranties) and should not be considered as an endorsement of its views by Gate, nor as financial or professional advice. See Disclaimer for details.
หุ้นเวียดนามตัวไหนดี? เปิดโลกลงทุนในตลาดหุ้นที่กำลังปลุกตัวอีกครั้ง
ตลาดหุ้นเวียดนามกำลังดึงดูดสายตาของนักลงทุนระดับโลกเพราะหลายเหตุผล ในปี 2568 เวียดนามถูกคาดว่าจะเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 6.7% ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องเฉยๆ เมื่อเทียบกับประเทศไทยที่มีอัตราเติบโตประมาณ 2-3% ในช่วงเดียวกัน สำหรับนักลงทุนที่กำลังมองหาโอกาสใหม่ หุ้นเวียดนามถูกมองว่าเป็นตัวเลือกที่มีศักยภาพสูง บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกว่า ตัวไหนของหุ้นเวียดนามน่าติดตาม และจะนำเสนอ 8 ตัวเลือกที่ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านเห็นว่าควรค่าแก่การพิจารณา
ทำไมตลาดหุ้นเวียดนามถึงกำลังฮิตสุดๆ?
ลูกโซ่เศรษฐกิจที่เบอร์ลี่ ปรากฏการณ์ “มังกรเอเชีย”
เมื่อมองย้อนกลับไปสักสัก ไม่กี่ปีที่ผ่านมา เวียดนามยังเป็นประเทศที่ถูกมองข้างต้นทางด้านการพัฒนา แต่วันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปเรียบร้อย โลกเศรษฐกิจเวียดนามเติบโตด้วยอัตราที่สูงกว่าไทย 3 เท่า ในปี 2567 ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศขยายตัว 7.09% และรัฐบาลตั้งเป้าให้เศรษฐกิจโตอย่างน้อย 8% ในปี 2568
ตัวเลขเหล่านี้แปลว่าบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นเวียดนามมีกำไรเพิ่มขึ้น 15-20% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกมาก นี่คือเหตุผลที่ฝั่งกองทุนระหว่างประเทศมากมายกำลังเข้ามาสนใจ
การขึ้นชั้นจาก “ตลาดชายขอบ” สู่ “ตลาดเกิดใหม่”
นี่คือข่าวที่ทำให้นักลงทุนตื่นตระหนัก ภายในปี 2568 เวียดนามจะได้รับการยกระดับจากสถานะ Frontier Market (ตลาดชายขอบ) ไปเป็น Emerging Market (ตลาดเกิดใหม่) ตามมาตรฐาน MSCI
ความสำคัญของการเปลี่ยนนี้ไม่ใช่แค่เรื่องชื่อ ปัจจุบันเงินทุนที่ไหลเข้าตลาด Frontier ทั่วโลกมีเพียงน้อยกว่า 100 พันล้านเหรียญสหรัฐ แต่เงินที่กำหนดสำหรับตลาด Emerging ใหญ่ถึง 6,800 พันล้านเหรียญสหรัฐ ต่างกันมหาศาล! เมื่อเวียดนามได้รับการยกระดับ กองทุนพิจารณาตามดัชนี MSCI Emerging Markets จะต้องปรับพอร์ตเพื่อรวมหุ้นเวียดนามเข้าไป ผลที่ตามมาคือคลื่นเงินลงทุนใหญ่ๆ เข้ามาแบบต่อเนื่อง
หลังจากการปรับฐาน: โอกาสของผู้ลงทุนที่มีการมองการณ์ไกล
ช่วงต้นเมษายน 2568 ตลาดหุ้นเวียดนามประสบกับการปรับฐานที่เข้มข้น โดยดัชนี VN ร่วงลงกว่า 75 จุด เหตุมาจากนโยบายภาษีศุลกากรใหม่และผลกระทบจากตลาดสหรัฐ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายรายมองว่านี่คือ “ช่วงซื้อ” ที่ดีสำหรับนักลงทุนที่เข้าใจพื้นฐาน การปรับฐานครั้งใหญ่มักเป็นโอกาสในการซื้อหุ้นคุณภาพดีในราคาที่ดึงดูด โดยเฉพาะในตลาดที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่งอย่างนี้
หุ้นเวียดนาม 8 ตัว ที่ควรสังเกตการณ์ในปี 2568
1. VCB (Vietcombank) – ยักษ์ใหญ่ของวงการการเงิน
Vietcombank เป็นธนาคารรายใหญ่สุดในเวียดนาม และครองตำแหน่งหุ้นที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดในตลาดหลักทรัพย์ประเทศ ถ้าเทียบเคียงกับสิ่งที่คนไทยรู้จัก ก็เหมือน “ธนาคารกสิกรไทย” หรือ “ธนาคารไทยพาณิชย์” ที่เป็นทั้งผู้นำตลาดและหุ้นบังคับของพอร์ตนักลงทุนสถาบัน
จุดเด่นของ VCB คือการที่อัตราการเข้าถึงบริการธนาคารในเวียดนามยังต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วมาก แสดงว่ามีช่องว่างโตมหาศาลสำหรับการขยายตัว เมื่อประชากรเวียดนามยิ่งมั่งคั่งขึ้น ความต้องการสินเชื่อและบริการการเงินจะเพิ่มตามไปด้วย ในยุคที่ดิจิทัลเบิกิ้งและเทคโนโลยีการเงินกำลังเปลี่ยนวงการ VCB ก็กำลังลงทุนในนั่น VCB ยังเป็นหนึ่งในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากนโยบายรัฐบาลเวียดนามที่ต้องการพัฒนาระบบการเงินของประเทศ
หากคุณมองหาหุ้นแกนหลักของพอร์ต VCB ควรอยู่ในลิสต์สูงสุดของคุณ
2. VHM (Vinhomes) – จักรวรรดิอสังหาริมทรัพย์
Vinhomes เป็นบริษัทพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ดำเนินงานครบวงจร ตั้งแต่คอนโดฯ บ้านแฝด ทาวน์โฮม ไปถึงวิลล่าหรูระดับพรีเมียม และเป็นบริษัทในเครือ Vingroup ซึ่งมีขนาดถึง 2.2% ของ GDP เวียดนาม คิดเป็นกลุ่มบริษัทที่มีอิทธิพลสูงสุดของประเทศ
ปัจจัยที่ดึงนักลงทุน อยู่ที่การเติบโตของชนชั้นกลางเวียดนามและการเคลื่อนตัวไปยังเมืองใหญ่ ประชากรในเมืองเวียดนามยังต่ำกว่าไทยมาก แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ความต้องการที่อยู่อาศัยคุณภาพดีสูงขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ เวียดนามกำลังลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ถนน รถไฟฟ้า และสาธารณูปโภค ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าให้โครงการอสังหาริมทรัพย์ VHM
ยังไงก็ตาม ภาคนี้มีความผันผวน แต่ในระยะยาว VHM ควรจะเติบโตตามการพัฒนาของประเทศ
3. GAS (Petrovietnam Gas) – เชื้อเพลิงแห่งการเติบโต
GAS หรือ Petrovietnam Gas เป็นบริษัทพลังงานชั้นนำ ดำเนินธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติครบวงจร ตั้งแต่สำรวจ ผลิต ขนส่ง ถึงจำหน่าย ถ้าเทียบขนาด ก็คือ “ปตท.” ของไทยแต่เป็นเวอร์ชันเวียดนาม
สิ่งที่ทำให้ GAS น่าสนใจคือสถานะของบริษัทที่ได้รับการสนับสนุนรัฐบาลอย่างแรง ส่งผลให้มีการเข้าถึงแหล่งทรัพยากรและสัมปทานที่มั่นคงกว่า ในขณะที่เวียดนามขยายตัวแบบก้าวกระโดด ความต้องการพลังงานก็เพิ่มขึ้นตามมา โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่ “สะอาด” ดีกว่าที่คน ยุคนี้โปรดปราน
แม้ว่าราคาพลังงานโลกมีความผันผวน แต่ความต้องการภายในประเทศที่เพิ่มอย่างต่อเนื่องและการลงทุนโครงสร้างขนาดใหญ่ ทำให้ GASยังคงน่าสนใจสำหรับการลงทุนขนาดยาว
4. VNM (Vinamilk) – พระเจ้าหญิงแห่งสาขาอาหาร
Vietnam Dairy Products หรือ Vinamilk เป็นผู้ผลิตนมรายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม มูลค่าบริษัทกว่า 6.48 พันล้านเหรียญสหรัฐ ถ้าให้เปรียบเทียบกับไทย นี่เหมือน “ไทย-เดนมาร์ค” + “แดรี่โฮม” รวมกันแล้วเหลื่อมสองทีเท่า
ปัจจุบัน VNM ครอบตลาดนมและผลิตภัณฑ์จากนมของเวียดนาม มีฟาร์มโคนมขนาดใหญ่ โรงงานที่ทันสมัย และเครือข่ายการจัดจำหน่ายทั่วประเทศ นอกจากตลาดในประเทศ ยังส่งออกไปกว่า 40 ประเทศทั่วโลก
สิ่งที่เป็นแรงขับเคลื่อนคือการบริโภคนมในเวียดนามยังต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วมาก ปริมาณต่อหัวต่อปีของเวียดนามต่ำกว่าไทยและมาเลเซีย บ่งชี้ว่ามีพื้นที่ว่างสำหรับการเติบโตอีกมาก โดยเฉพาะเมื่อรายได้ของคนเวียดนามเพิ่มขึ้น และผู้บริโภคใจใส่สุขภาพมากขึ้น
VNM ยังจ่ายปันผลสม่ำเสมอ มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง และแบรนด์ที่ได้รับการไว้วางใจ ทำให้เป็นหุ้นที่เหมาะสำหรับผู้ต้องการทั้งการเติบโตและรายได้ปันผล
5. FPT – นักสร้างอนาคตดิจิทัล
FPT เป็นบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของเวียดนาม มีชื่อเสียงระดับสากล ผู้นำในการให้บริการ IT Outsourcing ให้กับบริษัทไฮเทคทั่วโลก พูดง่ายๆ FPT เป็นจำหน่ายซอฟต์แวร์และบริการไอที ที่มีคุณภาพเทียบ “Microsoft” หรือ “Google” ของเวียดนาม
นักวิเคราะห์จำนวนมากคาดว่า FPT อาจกลายเป็นหุ้นมูลค่าตลาดที่ใหญ่สุดของเวียดนามในอีก 10 ปี ดวงใจของสิ่งนี้คือ FPT มีบุคลากรไอทีที่มีคุณภาพสูง แต่ค่าจ้างยังต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้ว ทำให้สามารถแข่งขันได้อย่างดีในตลาดโลก ในยุคที่ AI, Cloud Computing และ Big Data กำลังระเบิด FPT ได้ลงทุนในด้านเหล่านี้อย่างจริงจัง ทำให้มีโอกาสเติบโตยิ่งใหญ่
6. MSN (Masan Group) – อาณาจักรอาหารที่เต็มไปด้วยแบรนด์
Masan Group เป็นบริษัทที่มีนิ้วในหลายกระบะ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ผู้นำในการผลิตอาหารสำเร็จรูป บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ซอสปรุงรส และผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์
ถ้าเทียบกับไทย MSN คือการหลอมรวมของ “ไทยเบฟ” “ไทยยูเนี่ยน” และ “มาม่า” เข้าด้วยกัน ปลูกแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Omachi, Kokomi (บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป), Chin-su (ซอสปรุงรส), Vinacafe (กาแฟ) และ Chin-su (น้ำปลา)
นอกจากนี้ MSN ยังเข้าซื้อ VinCommerce จาก Vingroup ในปี 2019 ซึ่งเป็นเจ้าของ VinMart และ VinMart+ กว่า 3,000 สาขา ขยายธุรกิจเข้าสู่ค้าปลีก สำหรับปัจจุบัน เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน MSN ก็ปรับตัวด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ เช่น ผลิตภัณฑ์สุขภาพ อาหารพร้อมทาน และพรีเมียม ซึ่งเข้ากับการโตของชนชั้นกลาง
7. VRE (Vincom Retail) – อาณาจักรศูนย์การค้า
Vincom Retail เป็นผู้นำในศูนย์การค้าของเวียดนาม และเป็นบริษัทในเครือ Vingroup เช่นเดียวกับ VHM ถ้าเทียบกับไทย ก็เหมือน “เซ็นทรัลพัฒนา” ที่พัฒนาและบริหารศูนย์การค้าชั้นนำ
จุดแข็ง VRE อยู่ที่ที่ดินในทำเลดี การพัฒนาโครงการที่มีคุณภาพและการได้รับสนับสนุนจาก Vingroup ที่เข้มแข็ง ปัจจัยในการขยายตัวคือการเติบโตของชนชั้นกลาง การเพิ่มกำลังซื้อ และวัฒนธรรมการบริโภคใหม่ โดยชาวเวียดนามรุ่นใหม่นิยมไปศูนย์การค้ามากขึ้น ไม่ว่าจะซื้อของ อาหาร หรือพักผ่อน
การมาถึงของแบรนด์ค้าปลีกสากลอย่าง Zara, H&M, Uniqlo ก็เพิ่มความน่าสนใจและให้โอกาสปรับค่าเช่า แม้ว่าอีคอมเมิร์ซจะสร้างความท้าทายบ้าง แต่ศูนย์การค้าจริงยังคงมีบทบาทเป็นศูนย์กลางการใช้ชีวิตของเมือง
8. ACV (Airports Corporation of Vietnam) – ประตูการท่องเที่ยว
ACV บริหารท่าอากาศยานของเวียดนาม ดูแลสนามบินหลักเกือบทั้งหมด รวมทั้งท่าแรกสำคัญอย่าง Tan Son Nhat (โฮจิมินห์) และ Noi Bai (ฮานอย) ถ้าเปรียบเทียบกับไทย ACV ก็คือ “AOT (ท่าอากาศยานไทย)” นั่นเอง
จุดแข็งของ ACV คืออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของเวียดนามที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ก่อน COVID-19 นักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และหลังการเปิดประเทศ แนวโน้มการท่องเที่ยวฟื้นตัวแรง
ปัจจัยอีกประการคือสนามบิน Long Thanh ที่ใหญ่ใหม่กำลังก่อสร้างใกล้โฮจิมินห์ ออกแบบให้รองรับ 100 ล้านคนต่อปี ลองนึกดูว่านี่จะช่วยเพิ่มความสามารถในการรองรับสายการบิน และทำให้ ACV เติบโตกว่า
แม้ว่า COVID-19 ระบาดแรง แต่ในระยะยาว อุตสาหกรรมการบินมีแนวโน้มฟื้นตัวและเติบโต โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่อย่างเวียดนาม
เส้นทางการลงทุนในหุ้นเวียดนาม: 4 วิธีที่นักลงทุนไทยสามารถทำได้
1. เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ไทยที่มีบริการต่างประเทศ
วิธีแรกและง่ายที่สุดคือไปยังโบรกเกอร์ไทยที่มีบริการซื้อขายหุ้นเวียดนาม เช่น บล.กสิกรไทย (KSecurities), บล.ไทยพาณิชย์ (SCBS) หรือ บล.บัวหลวง (Bualuang Securities)
ขั้นตอนง่ายๆ:
ข้อดี: สะดวก ใช้ภาษาไทย ไม่ยุ่งยากกับภาษา ข้อเสีย: ค่าธรรมเนียมอาจสูงกว่า
2. เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์เวียดนามโดยตรง
สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าถึงตลาดโดยตรง คุณสามารถเปิดบัญชีกับโบรกเกอร์เวียดนามชั้นนำเช่น SSI Securities, VNDirect หรือ HSC (Ho Chi Minh Securities Corporation)
ขั้นตอน:
ข้อดี: ค่าธรรมเนียมต่ำ เข้าถึงข้อมูลตรง ข้อเสีย: ยุ่งยากกับเอกสารและภาษา
3. ลงทุนผ่านกองทุนรวมที่เน้นเวียดนาม
ถ้าคุณไม่อยากซื้อหุ้นรายตัว วิธีนี้เหมาะสำหรับคุณ กองทุนไทยจำนวนมากมีนโยบายลงทุนในตลาดเวียดนาม เช่น TMB Eastspring Vietnam Equity Fund หรือ Bualuang Vietnam Equity Fund
ข้อดี: ไม่ต้องวิเคราะห์หุ้นเอง มีผู้จัดการมืออาชีพ ความเสี่ยงกระจาย ข้อเสีย: ค่าธรรมเนียมบริหารจัดการสูงขึ้น
4. ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์สากล
เว็บไซต์เช่น Interactive Brokers, Saxo Bank หรือ Tiger Brokers มีบริการซื้อขายหุ้นเวียดนาม สามารถ ซื้อขายออนไลน์ได้ง่ายผ่านแอปพลิเคชัน
ข้อดี: ใช้งานง่าย ค่าธรรมเนียมต่ำ ข้อมูลฟรี ข้อเสีย: บางแพลตฟอร์มไม่รองรับภาษาไทย ต้องศึกษาเงื่อนไขอย่างดี
สรุป: ทำไมหุ้นเวียดนาม จึงเป็นตัวเลือกที่สมควรพิจารณา
ตลาดหุ้นเวียดนามกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนที่สำคัญ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็ว การยกระดับเป็นตลาดเกิดใหม่ การไหลเข้าของเงินทุนระหว่างประเทศ และการปรับฐานหลังเงื่อนไขบาดแรง ล้วนแต่เป็นสัญญาณบวก
8 ตัวหุ้นเวียดนามที่เรานำเสนอ ได้แก่ VCB, VHM, GAS, VNM, FPT, MSN, VRE และ ACV ต่างมีศักยภาพในการเติบโตอย่างยั่งยืนตามแนวโน้มเศรษฐกิจของเวียดนาม ไม่ว่าคุณจะเลือกวิธีการลงทุนแบบใด ตัวเลือกหุ้นเวียดนามที่ดี จึงควรอยู่ในพอร์ตของนักลงทุนที่มีการมองการณ์ไกล
การลงทุนมีความเสี่ยง และหุ้นเวียดนามก็ไม่ได้ยกเว้น อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่เตรียมตัวและศึกษาดีแล้ว ตลาดนี้อาจเป็นโอกาสที่ไม่ควรพลาด