วิธีการทำงานของแผน Ponzi และความเสี่ยงที่มีต่อผู้ลงทุน

แผน Ponzi เป็นหนึ่งในกลโกงทางการเงินที่เก่าแก่ที่สุดและอันตรายที่สุด ซึ่งหลอกลวงผู้คนหลายล้านคนทั่วโลกมานานหลายทศวรรษ ชื่อของมันมาจาก Charles Ponzi ซึ่งในช่วงทศวรรษ 1920 ได้โด่งดังจากการใช้กลยุทธ์นี้ในบอสตัน แม้เวลาจะผ่านไปกว่าสองร้อยปี กลไกนี้ยังคงทำงานในลักษณะเดียวกันในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในภาคของสินทรัพย์ดิจิทัล

ต้นกำเนิดของแผน Ponzi – บทเรียนจากอดีต

ประวัติของแผน Ponzi ย้อนกลับไปในยุคที่ Charles Ponzi สัญญานักลงทุนว่าจะได้รับผลตอบแทน 50% ภายใน 90 วัน โดยการลงทุนในแสตมป์ไปรษณีย์ระหว่างประเทศ ข้อเสนอนี้เป็นไปไม่ได้ แต่ก็สามารถดึงดูดผู้คนหลายพันคนที่มองหาโอกาสรวยเร็ว สิ่งที่น่าสนใจคือ ระบบนี้ในช่วงเวลาหนึ่งจริง ๆ แล้วจ่ายเงินให้กับผู้ลงทุน แต่เงินเหล่านั้นมาจากเงินของผู้เข้าร่วมรายใหม่เท่านั้น ไม่ใช่จากกำไรธุรกิจจริง

แผน Ponzi ในรูปแบบคลาสสิกของมันอาศัยอยู่บนความขัดแย้งพื้นฐาน: ทำงานคล้ายการลงทุนแบบปกติ แต่ไม่ได้สร้างรายได้จริง ๆ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น มันจะดึงดูดนักลงทุนรายใหม่ ๆ เข้ามาเรื่อย ๆ ซึ่งเงินลงทุนของพวกเขาจะถูกนำไปจ่ายให้กับผู้ลงทุนเก่า

กลไกของการโกง: วิธีที่พีระมิดเริ่มต้นและล่มสลาย

โครงสร้างของแผน Ponzi คล้ายกับบ้านกระดาษ การชั้นบนสุดคือผู้จัดการที่สัญญาผลตอบแทนสูงสุด – บ่อยครั้งที่ 20-50% ต่อปี ในขณะที่เครื่องมือทางการเงินปลอดภัยให้ผลตอบแทนเพียง 3-8% เท่านั้น ชั้นล่างเป็นนักลงทุนรายแรกที่ได้รับผลตอบแทนตามสัญญา ซึ่งสร้างภาพลวงตาของความถูกต้องของระบบ

ยิ่งลงไปในโครงสร้างพีระมิด ความเสี่ยงก็ยิ่งสูง ผู้เข้าร่วมสุดท้ายที่ยังคงเข้าร่วมระบบจะไม่ได้รับเงินคืน เมื่อจำนวนผู้ลงทุนรายใหม่ลดลง – ซึ่งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะทรัพยากรทางการเงินของแต่ละคนมีจำกัด – ระบบก็เริ่มสั่นคลอน เมื่อความต้องการนักลงทุนรายใหม่ลดต่ำกว่าจุดคุ้มทุน หรือเมื่อจำนวนผู้ลงทุนจำนวนมากเรียกคืนเงิน ระบบก็จะล่มสลายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

มาดอฟฟ์และการโกงในยุคปัจจุบัน: คดีที่ควรสอนให้เราระวัง

หนึ่งในคดีที่ใหญ่ที่สุดเกี่ยวกับแผน Ponzi คือกรณีของ Bernard Madoff ในปี 2008 วงการการเงินสั่นสะเทือนเมื่อข่าวว่าเขาเป็นผู้บริหารกองทุนส่วนตัวชื่อดังในอเมริกา ซึ่งดำเนินการพีระมิดทางการเงินขนาดใหญ่เป็นเวลาหลายทศวรรษ การโกงของมาดอฟฟ์กินเงินไปประมาณ 65 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งไม่ใช่แค่จากนักลงทุนรวย แต่รวมถึงบำนาญ มูลนิธิการกุศล และผู้เก็บออมทั้งชีวิตเพื่อเกษียณ

ที่น่าตกใจคือ มาดอฟฟ์ดำเนินการอย่างเปิดเผย มีสำนักงานในทำเลหรูบนวอลล์สตรีท และทำงานในวงการนี้มาหลายสิบปี เรื่องราวของเขาแสดงให้เห็นว่า แม้แต่การควบคุมดูแลก็อาจล้มเหลว และความเชื่อใจในชื่อเสียงอาจเป็นทางตันสำหรับนักลงทุน ซึ่งต้องระวังและตั้งคำถามเกี่ยวกับแหล่งที่มาของผลกำไรเสมอ

ขอบเขตความเสี่ยงใหม่: สกุลเงินดิจิทัลและแพลตฟอร์มการลงทุนหลอกลวง

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แผน Ponzi ได้ย้ายเข้าสู่โลกของคริปโต สกุลเงินดิจิทัลสร้างเงื่อนไขที่สมบูรณ์แบบสำหรับกลโกง: การทำธุรกรรมที่รวดเร็ว ความไม่เปิดเผยตัวตน ไม่มีหน่วยงานกำกับดูแลกลาง และกลุ่มนักลงทุนที่ยังอ่อนประสบการณ์มองหาโอกาสรวยเร็ว

แพลตฟอร์มการลงทุนหลายแห่งสัญญาผลตอบแทนมหาศาลจากการ “ขุด” คริปโต หรือ “รายได้แบบพาสซีฟ” จากการ staking จริง ๆ แล้ว หลายแพลตฟอร์มดำเนินการเหมือนแผน Ponzi รับเงินจากผู้ใช้งานรายใหม่ แล้วแจกจ่ายเป็น “กำไร” ให้กับผู้เข้าร่วมเก่า เมื่อจำนวนผู้ใช้งานรายใหม่หมดไป แพลตฟอร์มก็หายไปพร้อมกับเงินหลายพันล้านที่นักลงทุนไว้ใจ

เจ็ดคำเตือน: วิธีรู้จักแผน Ponzi ก่อนที่จะกลายเป็นเหยื่อ

การรู้จักแผน Ponzi ต้องอาศัยการสังเกตสัญญาณเตือนหลายอย่างที่มักปรากฏเสมอ:

1. ผลตอบแทนที่ผิดปกติและต่อเนื่อง – หากการลงทุนสัญญาผลตอบแทน 30-50% ต่อปี โดยมีความเสี่ยงต่ำ ให้ตั้งคำถามว่าสร้างขึ้นบนพื้นฐานอะไร ไม่มีธุรกิจที่ทำกำไรได้อย่างต่อเนื่องเช่นนั้น

2. ไม่มีคำอธิบายชัดเจนเกี่ยวกับโมเดลธุรกิจ – ผู้จัดการไม่สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนว่ากำไรจริงมาจากไหน ตอบแบบไม่ชัดเจนหรือเปลี่ยนหัวข้อ

3. ความกดดันในการชักชวน – ระบบชวนให้ชวนเพื่อนและครอบครัว ยิ่งชวนมาก ยิ่งดี นี่เป็นสัญญาณของพีระมิด

4. ยากต่อการถอนเงิน – แม้ผลตอบแทนจะเข้าถึงง่าย แต่การถอนเงินต้นหลักมักถูกจำกัดหรือมีเงื่อนไข

5. ไม่มีการควบคุมหรือใบอนุญาต – แพลตฟอร์มที่ถูกกฎหมายจะอยู่ภายใต้การควบคุม หากไม่สามารถตรวจสอบใบอนุญาตได้ ควรหลีกเลี่ยง

6. สัญญาว่าจะรับประกันผลตอบแทน – ไม่มีใครสามารถรับประกันผลตอบแทนได้ การอ้างว่ามี “ผลตอบแทนที่รับประกัน” เป็นกลโกง

7. ความเร่งรีบในการตัดสินใจ – “ต้องเข้าเร็วก่อนจะสาย” หรือ “ที่นั่งเต็มแล้ว” เป็นเทคนิคสร้างความรู้สึกเร่งด่วนและกดดันให้ตัดสินใจโดยไม่คิด

บทบาทของหน่วยงานกำกับดูแลและการศึกษาในการต่อสู้กับพีระมิด

หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกเพิ่มความเข้มงวดในการปราบปรามพีระมิด เช่น SEC ในสหรัฐอเมริกา FCA ในสหราชอาณาจักร และหน่วยงานในประเทศอื่น ๆ ที่ดำเนินการสืบสวน ออกประกาศเตือน และจับกุมผู้จัดการกลโกง

แต่การศึกษาเป็นแนวป้องกันที่ดีที่สุด นักลงทุนที่เข้าใจกลไกของแผน Ponzi จะสามารถรู้ทันและหลีกเลี่ยงได้ รัฐบาลกลางและสถาบันการเงินก็ออกคู่มือคำแนะนำให้ประชาชนมากขึ้น แต่สุดท้ายความรับผิดชอบอยู่ที่ตัวนักลงทุนเอง ควรถามคำถามอย่างวิพากษ์วิจารณ์และทำการวิจัยก่อนลงทุนเสมอ

สรุป: ทำไมแผน Ponzi ถึงยังคงอยู่ในยุคนี้

แผน Ponzi อยู่มานานกว่าศตวรรษ เพราะอาศัยจุดอ่อนพื้นฐานของมนุษย์ คือ ความอยากรวยเร็ว ตราบใดที่คนยังมองหาวิธีรวยโดยไม่ต้องพยายาม กลโกงเหล่านี้ก็จะยังคงพัฒนารูปแบบใหม่ ๆ ต่อไป

การเข้าใจกลไกของแผน Ponzi เป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคนที่ต้องการลงทุน เพราะประวัติศาสตร์จาก Charles Ponzi จนถึง Bernhard Madoff และกลโกงคริปโตในปัจจุบัน แสดงให้เห็นว่า เมื่อสิ่งใดดูเหมือนจะดีเกินจริง ก็เกือบจะเป็นกลโกงเสมอ ความระมัดระวัง ความรู้ และความสงสัยในคำสัญญาผลตอบแทนที่เป็นไปไม่ได้ คือเครื่องมือที่ดีที่สุดในการป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของกลโกง Ponzi

ดูต้นฉบับ
This page may contain third-party content, which is provided for information purposes only (not representations/warranties) and should not be considered as an endorsement of its views by Gate, nor as financial or professional advice. See Disclaimer for details.
  • รางวัล
  • แสดงความคิดเห็น
  • repost
  • แชร์
แสดงความคิดเห็น
0/400
ไม่มีความคิดเห็น
  • ปักหมุด