This page may contain third-party content, which is provided for information purposes only (not representations/warranties) and should not be considered as an endorsement of its views by Gate, nor as financial or professional advice. See Disclaimer for details.
เมื่อใดที่ภาวะเงินฝืดจะกลายเป็นปัญหาสำคัญต่อเศรษฐกิจ
แม้ภาวะเงินฝืด—หรือการลดลงของระดับราคาสินค้าและบริการโดยรวม—อาจดูเหมือนเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคในเบื้องต้น แต่ภาพรวมความเป็นจริงนั้นซับซ้อนมากขึ้น เมื่อราคาลดลง ดูเหมือนว่ามูลค่าของเงินจะเพิ่มขึ้น แต่ภาวะเงินฝืดอาจนำไปสู่สถานการณ์ที่เศรษฐกิจชะลอตัวและอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น
ภาวะเงินฝืดในทางปฏิบัติ: ตัวอย่างจากญี่ปุ่นและบทเรียนระดับนานาชาติ
ตัวอย่างที่ดีที่สุดของภาวะเงินฝืดในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลกคือญี่ปุ่น ประเทศนี้เคยประสบช่วงเวลายาวนานที่ระดับราคาลดลงซ้ำๆ หลายปี ช่วงเวลานี้แสดงให้เห็นว่าสินค้าราคาถูกลงไม่ได้เสมอไปที่จะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ เพราะอาจนำไปสู่ปัญหาที่รุนแรง เช่น การเติบโตที่หยุดชะงักและอัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้น
ธนาคารกลางทั่วโลกได้เรียนรู้จากประสบการณ์นี้และตั้งเป้าหมายชัดเจนว่า ควรรักษาอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ที่ประมาณ 2% ต่อปี ซึ่งอาจดูขัดแย้งกัน แต่เหตุผลหลักคือ เงินเฟ้อเล็กน้อยที่เป็นบวกจะช่วยให้เศรษฐกิจแข็งแรงและเติบโตได้ดีขึ้น
ระดับราคาลดลง—มันทำงานอย่างไรจริงๆ?
ภาวะเงินฝืดสามารถเกิดขึ้นได้จากสามวิธีหลัก วิธีแรกคืออุปสงค์รวมที่ต่ำเกินไป คือผู้คนและธุรกิจใช้จ่ายน้อยลง วิธีที่สองคืออุปทานเกินความต้องการ ซึ่งหมายความว่าบริษัทผลิตสินค้ามากกว่าที่ตลาดต้องการ วิธีที่สามคือบทบาทของสกุลเงิน: เมื่อค่าเงินแข็งค่าขึ้น สินค้านำเข้าจะมีราคาถูกลง
ปัจจัยเหล่านี้ทั้งหมดอาจนำไปสู่ผลลัพธ์เดียวกัน คือระดับราคาค่อยๆ ลดลงในที่สุด ในช่วงแรกอาจดูเหมือนเป็นสัญญาณเตือน—มูลค่าของเงินเพิ่มขึ้น สินค้าถูกลง และการออมก็เพิ่มขึ้น
โครงสร้างของภาวะเงินฝืด: วิธีที่ราคาต่ำสามารถชะลอเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง
นี่คือความเสี่ยงที่แท้จริงของภาวะเงินฝืด เมื่อผู้คนรู้ว่าราคาจะลดลงในเดือนถัดไป ทำไมพวกเขาจะซื้อของในวันนี้? พฤติกรรมนี้ทำให้ความต้องการลดลง ซึ่งกดดันให้บริษัทๆ หนึ่งลดราคาสินค้าเพิ่มเติม การลดการบริโภคหมายถึงรายได้ที่ลดลง และบริษัทอาจต้องปลดพนักงาน อัตราการว่างงานจึงเพิ่มขึ้น ซึ่งจะยิ่งลดการใช้จ่ายและสร้างวัฏจักรลบ
ภาระหนี้สินก็จะกลายเป็นภาระที่หนักขึ้นในภาวะเงินฝืด หากกู้ยืมในช่วงที่ราคาสูงกว่าปัจจุบัน การชำระหนี้ก็จะยากขึ้น เพราะรายได้ของผู้กู้ลดลงหรือหายไปโดยสิ้นเชิง
พฤติกรรมของผู้บริโภคก็เปลี่ยนไป: เมื่อราคาลดลง คนจะชะลอการซื้อของ คาดหวังว่าราคาจะลดลงอีก นำไปสู่การลดความต้องการสินค้าและบริการ ซึ่งเป็นการชะลอการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างแท้จริง
รัฐบาลและธนาคารกลางก้าวเข้ามา: เครื่องมือรับมือกับภาวะเงินฝืด
เมื่อภาวะเงินฝืดกลายเป็นปัญหา รัฐบาลและธนาคารกลางจะเข้ามามีบทบาทในการแก้ไข โดยมีเครื่องมือหลักสองกลุ่ม
นโยบายการเงิน: ธนาคารกลางสามารถลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อให้การกู้ยืมถูกลง ผู้ประกอบการและผู้บริโภคที่กู้ยืมในอัตราดอกเบี้ยต่ำลงจะใช้จ่ายและลงทุนมากขึ้น เป็นมาตรการฉุกเฉิน ธนาคารกลางอาจใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ซึ่งเป็นการเพิ่มปริมาณเงินในระบบโดยตรง
นโยบายการคลัง: รัฐบาลสามารถเพิ่มการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นอุปสงค์ การลดภาษีจะทำให้ประชาชนและธุรกิจมีเงินเหลือใช้จ่ายและลงทุนมากขึ้น
เป้าหมายร่วมกันของมาตรการเหล่านี้คือ การเพิ่มอุปสงค์และหยุดยั้งภาวะเงินฝืด เพื่อให้เศรษฐกิจกลับสู่การเติบโตอย่างมั่นคง
ภาวะเงินฝืด—ปรากฏการณ์สองด้าน
โดยสรุป ภาวะเงินฝืดเป็นปรากฏการณ์ที่ขัดแย้งกันเอง แม้ว่าสินค้าราคาถูกลงและมูลค่าของเงินสูงขึ้นจะกระตุ้นให้ผู้บริโภคออม แต่การลดลงของระดับราคาที่ต่อเนื่องอาจนำไปสู่การชะลอตัวของเศรษฐกิจและการเพิ่มขึ้นของอัตราการว่างงาน นี่คือเหตุผลที่ธนาคารกลางมักต้องการให้เงินเฟ้อเล็กน้อยแทนที่จะเป็นภาวะเงินฝืด เพื่อรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจ
ประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะประสบการณ์ของญี่ปุ่น แสดงให้เห็นว่าภาวะเงินฝืดเป็นสิ่งที่ต้องต่อสู้อย่างแข็งขัน แม้จะทำให้สินค้าถูกลง แต่ก็อาจส่งผลเสียต่อการจ้างงานและการเติบโตในระยะยาว