การเทรดแบบมาร์จิ้นเปิดโอกาสให้ใช้กลยุทธ์หลักสองแบบเพื่อทำกำไร—ไม่ว่าจะตลาดจะขึ้นหรือลง ตำแหน่ง Long และ Short ช่วยให้นักเทรดสามารถทำกำไรได้ทั้งแนวโน้มขาขึ้นและขาลง มาดูกันว่าพวกมันทำงานอย่างไรในทางปฏิบัติและวิธีเปิดตำแหน่งอย่างถูกต้อง
Long และ Short คืออะไร: ความแตกต่างหลัก
ตำแหน่ง Long คือการเดิมพันว่าราคาสินทรัพย์จะขึ้น เมื่อคุณเปิดตำแหน่ง Long คุณจะยืมเงินจากแพลตฟอร์มเพื่อซื้อคริปโตมากกว่าที่คุณมีในบัญชี หากราคาขึ้นจริง คุณก็ขายสินทรัพย์ในราคาที่สูงขึ้นและได้กำไร
ตำแหน่ง Short คือกลยุทธ์ตรงกันข้าม ช่วยให้ทำกำไรจากการลดลงของราคา คุณยืมคริปโต (เช่น BTC) ขายมันในราคาปัจจุบัน แล้วซื้อคืนในราคาที่ต่ำกว่า ส่วนต่างระหว่างราคาขายและราคาซื้อคือกำไรของคุณ
This page may contain third-party content, which is provided for information purposes only (not representations/warranties) and should not be considered as an endorsement of its views by Gate, nor as financial or professional advice. See Disclaimer for details.
กลยุทธ์หลักในการเทรดมาร์จิ้น: การเปิดสถานะ long และ short
การเทรดแบบมาร์จิ้นเปิดโอกาสให้ใช้กลยุทธ์หลักสองแบบเพื่อทำกำไร—ไม่ว่าจะตลาดจะขึ้นหรือลง ตำแหน่ง Long และ Short ช่วยให้นักเทรดสามารถทำกำไรได้ทั้งแนวโน้มขาขึ้นและขาลง มาดูกันว่าพวกมันทำงานอย่างไรในทางปฏิบัติและวิธีเปิดตำแหน่งอย่างถูกต้อง
Long และ Short คืออะไร: ความแตกต่างหลัก
ตำแหน่ง Long คือการเดิมพันว่าราคาสินทรัพย์จะขึ้น เมื่อคุณเปิดตำแหน่ง Long คุณจะยืมเงินจากแพลตฟอร์มเพื่อซื้อคริปโตมากกว่าที่คุณมีในบัญชี หากราคาขึ้นจริง คุณก็ขายสินทรัพย์ในราคาที่สูงขึ้นและได้กำไร
ตำแหน่ง Short คือกลยุทธ์ตรงกันข้าม ช่วยให้ทำกำไรจากการลดลงของราคา คุณยืมคริปโต (เช่น BTC) ขายมันในราคาปัจจุบัน แล้วซื้อคืนในราคาที่ต่ำกว่า ส่วนต่างระหว่างราคาขายและราคาซื้อคือกำไรของคุณ
จุดเด่นสำคัญของทั้งสองกลยุทธ์คือการใช้เลเวอเรจ ด้วยเลเวอเรจ 5 เท่า คุณสามารถเปิดตำแหน่งได้มากกว่าทุนของคุณถึง 5 เท่า ซึ่งเพิ่มทั้งโอกาสทำกำไรและความเสี่ยงในการขาดทุน
วิธีการทำงานของตำแหน่ง Long: ตัวอย่างทีละขั้นตอน
สมมุติว่าคุณคาดว่าราคาของ BTC จะขึ้น คุณมีเงินในบัญชี spot 10,000 USDT นี่คือตัวอย่างวิธีเปิดตำแหน่ง Long:
เงื่อนไขเริ่มต้น:
ด้วยเลเวอเรจ 5x คุณสามารถเปิดตำแหน่ง Long ได้ 1 BTC ระบบจะยืมเงินเพิ่มอีก 40,000 USDT เพื่อเติมเต็มยอดซื้อรวมเป็น 50,000 USDT
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น:
สองวันต่อมา ราคาของ BTC ขึ้นเป็น 52,000 USDT คุณตัดสินใจปิดตำแหน่งและขาย 1 BTC ได้ในราคา 52,000 USDT แล้วชำระคืนเงินกู้ 40,000 USDT
คำนวณกำไร:
กำไร = (52,000 − 50,000) × 1 = 2,000 USDT
หมายความว่าจากเงินลงทุน 10,000 USDT คุณได้กำไร 2,000 USDT ซึ่งคิดเป็น 20% ของทุนเดิม หากไม่ใช้เลเวอเรจ กำไรจะเท่ากับ 400 USDT จากการเทรด 1 BTC เท่านั้น
วิธีการทำงานของตำแหน่ง Short: ตัวอย่างเชิงปฏิบัติ
สมมุติว่าคุณคาดว่าราคาของ BTC จะลดลง ยอดเงินในบัญชีของคุณยังคงเป็น 10,000 USDT นี่คือตัวอย่างวิธีเปิดตำแหน่ง Short:
เงื่อนไขเริ่มต้น:
ด้วยเลเวอเรจ 5x คุณสามารถเปิด Short ได้ 0.8 BTC ระบบจะยืม 0.8 BTC แล้วขายในราคาปัจจุบัน (50,000 USDT) ทำให้ยอดในบัญชีของคุณเป็น 40,000 USDT (0.8 × 50,000) รวมกับทุนเดิมเป็น 50,000 USDT
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น:
สองวันต่อมา ราคาของ BTC ลดลงเป็น 48,000 USDT คุณซื้อคืน 0.8 BTC ในราคา 48,000 USDT รวมเป็น 38,400 USDT แล้วคืนเงินกู้ 0.8 BTC
คำนวณกำไร:
กำไร = 50,000 − 38,400 − 10,000 = 1,600 USDT
เช่นเดียวกับตำแหน่ง Long คุณสามารถทำกำไรได้จากการเคลื่อนไหวของราคาที่น้อยลง โดยใช้เลเวอเรจช่วยเพิ่มผลตอบแทน
Long กับ Short: เมื่อไหร่ควรเลือกกลยุทธ์ไหน
เปิดตำแหน่ง Long หาก:
เปิดตำแหน่ง Short หาก:
คำเตือนสำคัญเกี่ยวกับความเสี่ยง
ตัวอย่างข้างต้นไม่รวมค่าธรรมเนียมการเทรดและดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งอาจลดกำไรของคุณได้ ค่าธรรมเนียมมักถูกคิดเมื่อเปิดและปิดตำแหน่ง ส่วนดอกเบี้ยจะคิดรายวัน
นอกจากนี้ ต้องระวังความเสี่ยงของการถูก Liquidation หากราคาขยับสวนทางกับตำแหน่งของคุณอย่างรวดเร็ว ตำแหน่งอาจถูกปิดโดยอัตโนมัติและคุณอาจสูญเสียทุนทั้งหมดหรือบางส่วน
ณ ปัจจุบัน (กุมภาพันธ์ 2026) ราคาของ BTC อยู่ที่ประมาณ 68,260 USD ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้กับตัวอย่างในขนาดที่ใหญ่ขึ้นได้ แต่หลักการยังคงเดิม
สรุป
ตำแหน่ง Long และ Short เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในมาร์จิ้นเทรด แต่ต้องใช้ความระมัดระวัง การเทรดที่ประสบความสำเร็จขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์ตลาด การบริหารความเสี่ยง และความเข้าใจในค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง เริ่มต้นด้วยตำแหน่งเล็ก ๆ ทดสอบกลยุทธ์ให้ดี แล้วค่อย ๆ เพิ่มขนาดการเทรดเมื่อมั่นใจ