This page may contain third-party content, which is provided for information purposes only (not representations/warranties) and should not be considered as an endorsement of its views by Gate, nor as financial or professional advice. See Disclaimer for details.
หนึ่งบทเรียนสอนวิธีใช้เส้นสามเส้นของ Bollinger Bands (เส้นบน, เส้นกลาง, เส้นล่าง) เพื่อวิเคราะห์แนวโน้ม หาโอกาสซื้อขาย และยังบอกวิธีหลีกเลี่ยงกับดัก จัดการความเสี่ยง เนื้อหาโดยละเอียดสามารถแบ่งเป็นส่วนต่าง ๆ ได้ดังนี้:
เข้าใจ “วิธีเล่นพื้นฐาน” ของ Bollinger Bands ก่อน: มันถูกคิดค้นโดยจอห์น บูลลิงเจอร์ ในปี 1983 จุดสำคัญคือเส้นสามเส้น — เส้นกลางเป็นค่าเฉลี่ยราคาย้อนหลัง 20 วัน เส้นบนคือเส้นกลางบวกด้วย 2 เท่าของความผันผวน (ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และเส้นล่างคือเส้นกลางลบด้วย 2 เท่าของความผันผวน ช่องทางที่สร้างโดยเส้นทั้งสามนี้สามารถบ่งชี้ความผันผวนของราคาได้: ช่องทางกว้างขึ้น แสดงว่าราคามีความผันผวนสูง; ช่องทางแคบลง แสดงว่าการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มใกล้เข้ามา (ใน 78% ของกรณี ช่องทางแคบจะตามมาด้วยแนวโน้มใหญ่) และเส้นกลางคือ “เส้นแบ่งแนวโน้ม” หากราคาหลุดจากเส้นกลางมาก ก็มีแนวโน้มจะกลับมาหาเส้นกลาง
วิธีดู “สัญญาณซื้อขาย”:
สัญญาณแนวโน้ม: ราคาทะลุเส้นกลางพร้อมปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้น (มากกว่าค่าเฉลี่ย 20 วัน) และมีแท่งเทียน 3 แท่งติดกันอยู่เหนือเส้นกลาง เป็นสัญญาณบ่งชี้แนวโน้มขึ้นที่น่าเชื่อถือ; ในทางตรงกันข้าม หากราคาต่ำกว่าเส้นกลาง ก็เป็นสัญญาณแนวโน้มลง
สัญญาณกลับตัว: เส้นบนและเส้นล่างอยู่ใกล้กันมาก (หดตัวเกิน 20%) เหมือน “บีบอัด” เข้าด้วยกัน หลังจากนั้นจะเป็นไปได้ว่าจะทะลุเส้นบนด้วยปริมาณมากขึ้น หรือทะลุเส้นล่างลงมา ซึ่งเป็นสัญญาณเปลี่ยนแนวโน้ม แต่ในครั้งแรกที่ทะลุอย่ารีบเข้าเทรด ควรรอให้ปิดเทรดยืนยันความแน่นอนก่อน
สัญญาณซื้อมากเกินและขายมากเกิน: หากราคาทะลุเส้นบนไปแล้ว แสดงว่าซื้อเกิน (Overbought) ควรพิจารณาขายบางส่วน; หากราคาต่ำกว่เส้นล่าง แสดงว่าขายเกิน (Oversold) ควรลองซื้อเพิ่มเล็กน้อย และหากราคานอกเส้นทางเป็นเวลาเกิน 4 แท่งเทียน โอกาส 68% ที่ราคาจะกลับมาหาเส้นกลาง เหมาะสำหรับการทำกำไรระยะสั้น
วิธีใช้ในช่วงเวลาการเทรดต่าง ๆ:
เทรดระยะสั้น (Intraday): ดูกราฟ 15 นาที, 1 ชั่วโมง ใช้กราฟ 4 ชั่วโมงเพื่อกำหนดแนวโน้ม ตั้งค่าหยุดขาดทุน 2% และทำกำไร 3% อย่าโลภมาก
เทรดระยะกลาง (Swing Trading): ดูกราฟ 4 ชั่วโมง, รายวัน อ้างอิงเส้นกลางในแนวแนวตั้ง 45° ขึ้นไปเพื่อประเมินว่าจะซื้อหรือขาย หากเส้นบนและล่างขยายตัวเกิน 45° แสดงแนวโน้มแข็งแรง ควรถือไว้ต่อไปอีกระยะหนึ่ง
เทรดระยะยาว: ดูกราฟรายสัปดาห์, รายเดือน หากเส้นทั้งสามเรียงกันขึ้นอย่างมั่นคง ควรซื้อและถืออย่างน้อย 3 เดือน; หากความกว้างของช่องทางทะลุระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี อาจเป็นจุดสูงสุดของตลาดกระทิง หรือจุดต่ำสุดของตลาดหมี ควรทยอยสร้างตำแหน่ง
อย่ามองแต่ Bollinger Bands ต้องใช้ร่วมกับตัวชี้วัดอื่น ๆ เช่น RSI, MACD และปริมาณการซื้อขาย ตัวอย่างเช่น ราคาทำจุดสูงสุดใหม่ แต่ RSI ไม่ทำจุดสูงสุดใหม่ แสดงว่า “การเบี่ยงเบนแนวโน้มบน” ควรระวังว่าราคาจะลง MACD เกิดสัญญาณทองคำ (ซื้อ) พร้อมกับทะลุเส้นกลาง ยิ่งแนวโน้มแข็งแรงขึ้น นอกจากนี้ ปริมาณการซื้อขายต้องมากกว่าค่าเฉลี่ย 30 วันเป็นสองเท่า มิฉะนั้นอาจเป็นการทะลุผ่านเท็จ
การควบคุมความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด:
หยุดขาดทุนและทำกำไร: หลังจากซื้อแล้ว หากราคาต่ำกว่าเส้นกลาง ควรรีบขาย อย่าฝืนถือไว้; หากราคาขึ้นทะลุเส้นกลาง ก็หยุดขาดทุนและออกจากตลาด สามารถขายเป็นช่วง ๆ เช่น ราคาทะลุเส้นตรงข้ามก่อนขาย 30%, แล้วรอให้ราคากลับมาที่เส้นกลางแล้วขายอีก 40%
การใช้เลเวอเรจ: เมื่อราคาทะลุเส้นบนและล่าง ควรลดเลเวอเรจลง; ในช่วงช่องทางแคบ ควรเพิ่มเล็กน้อย ยิ่งเลเวอเรจสูง การหยุดขาดทุนก็ต้องเข้มงวดยิ่งขึ้น เช่น เลเวอเรจ 5 เท่า รับความเสียหาย 1% ได้สูงสุด, เลเวอเรจ 20 เท่า รับความเสียหาย 0.25% เท่านั้น ห้ามเทรดเกิน 5% ของทุนทั้งหมดในแต่ละครั้ง
หลีกเลี่ยงการทะลุผ่านเท็จ: สัญญาณในช่วงเวลาสั้น (เช่น 15 นาที) ควรอ้างอิงแนวโน้มในช่วงเวลายาว (เช่น 4 ชั่วโมง); หากราคาทำจุดสูงสุดใหม่แต่ช่องทางไม่กว้างขึ้น หรือปริมาณการซื้อขายไม่เพิ่มขึ้น ก็อาจเป็นเท็จ อย่าตามกระแส
สถานการณ์พิเศษควรรับมืออย่างไร:
แนวโน้มสุดขีด (เช่น ราคาพุ่งขึ้นหรือร่วงลงอย่างรุนแรง): ปรับความกว้างของช่องทางจาก 2 เท่าเป็น 3 เท่า เพื่อป้องกันสัญญาณเท็จจากความผันผวนบ่อย ๆ หากช่องทางกว้างขึ้นเกิน 3 เท่าใน 24 ชั่วโมง ควรระวัง “นกดำ” รีบลดเลเวอเรจ
ตลาดแนวแกว่ง (ราคาขึ้นลงไปมา): ปรับช่วงเส้นกลางเป็น 10 วัน เพื่อความไวในการรับรู้; หากความผันผวนของราคาเล็กกว่าความกว้างของช่องทาง 20% และไม่มีปริมาณการซื้อขาย ก็ให้ถือเงินสดรอ อย่าทำการเทรดแบบไร้จุดหมาย
สัญญาณเตือนนกดำ: หากคริปโตหลักและ Bitcoin มีการขยายตัวของช่องทางพร้อมกันอย่างผิดปกติ และความสัมพันธ์สูง อาจมีความเสี่ยงเชิงระบบ ควรเตรียมการป้องกันล่วงหน้า