2568 tahun daftar mata uang termahal di dunia: Bagaimana kekuatan ekonomi mengubah nilai tukar

ค่าเงินที่แพงที่สุดในโลกมักสะท้อนถึงความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของประเทศที่ออกสกุลเงินนั้น ๆ ปี 2568 นี้ มีสกุลเงินกว่า 9 ประเภทถูกยกขึ้นมาว่า “แพง” ที่สุด ไม่ว่าจะมาจากประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ เศรษฐกิจหลัก หรือศูนย์กลางการเงินนอกชายฝั่ง

แต่คำถามที่ควรคิดคือ เหตุใดเงินบางชนิดจึงแพงกว่าที่อื่น? และเงินที่แพงที่สุด จะเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับนักลงทุนจริงหรือ? มาดูรายละเอียดกันเถิด

ประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน: เมื่อทรัพยากรธรรมชาติสร้างความแข็งแกร่ง

ประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีความสมบูรณ์ด้านน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ถูกมองว่าเป็นเจ้าของอัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งแกร่งที่สุด

ดีนาร์คูเวต (KWD) – ค่าเงินแพงที่สุดในโลก

คูเวตแสดงความแข็งแกร่งทางการเงินผ่านอัตราแลกเปลี่ยนที่ 1 KWD = 3.26 USD ทำให้ดีนาร์คูเวตขึ้นอันดับหนึ่ง ในฐานะผู้ผลิตน้ำมันอันดับ 10 ของโลกที่ส่งออกน้ำมันประมาณ 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ประเทศนี้มีผลิตภัณฑ์มวลรวมต่อหัวประชากรเกิน 20,000 ดอลลาร์ต่อปี นับตั้งแต่ปี 2503 ที่คูเวตใช้ดีนาร์แทนสกุลเงิน Gulf Rupee จนถึงปัจจุบัน สกุลเงินนี้ได้รักษาเสถียรภาพผ่านการตรึงมูลค่ากับตะกร้าเงินแทนที่จะผูกกับสกุลเงินเดียว

ดีนาร์บาห์เรน (BHD) และเรียลโอมาน (OMR)

ในอันดับที่สองและสามตามลำดับ ดีนาร์บาห์เรนมีอัตราแลกเปลี่ยน 1 BHD = 2.65 USD ขณะที่เรียลโอมานอยู่ที่ 1 OMR = 2.60 USD ทั้งสองประเทศขึ้นอยู่กับการส่งออกพลังงานเป็นหลัก โดยเศรษฐกิจของพวกเขาได้รับการสนับสนุนจากดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลอย่างต่อเนื่อง ทำให้อัตราเงินเฟ้อของทั้งสองประเทศยังคงต่ำ (บาห์เรนอยู่ที่ 0.8%)

สกุลเงินทั้งสามของบ้านเดียวกัน – คูเวต บาห์เรน โอมาน – ล้วนใช้กลยุทธ์การตรึงค่าเงินกับสกุลเงินอ้างอิง (ไม่ว่าจะเป็นตะกร้าเงินหรือดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อรักษาเสถียรภาพในระยะยาว

สกุลเงินแรนด์ดั้งเดิมของประเทศมหาอำนาจ

นอกจากกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมัน สกุลเงินของประเทศพัฒนาแล้วก็โดดเด่นด้วยความเก่าแก่และความเชื่อถือด้านการเงิน

ปอนด์สเตอร์ลิง (GBP) – สกุลเงินอาร์เรแบลสเนื่องสถานะ

ปอนด์สเตอร์ลิงเป็นสกุลเงินที่มีประวัติสำคัญในระบบการเงินโลก ตั้งแต่ยุคแองโกลแซกซอน จนถึงยุคกลางเมื่อเงินปอนด์อ้างอิงกับแร่เงิน จากนั้นเข้าสู่ยุคทอง (Gold Standard) และในปัจจุบัน อังกฤษใช้ระบบลอยตัว

ด้วยการประเมินค่าปัจจุบันที่ 1 GBP = 1.33 USD ความแข็งแกร่งของปอนด์มาจากเศรษฐกิจอังกฤษซึ่งอยู่ในอันดับ 6 ของโลก และลอนดอนเป็นศูนย์กลางการเงินสำคัญ นอกจากนี้ ภาคเทคโนโลยีของสหราชอาณาจักรมีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ ขึ้นอันดับ 3 รองจากสหรัฐอเมริกาและจีนเท่านั้น

ฟรังก์สวิส (CHF) – “สกุลเงินปลอดภัย” ของโลก

ฟรังก์สวิสยืนหยัดบนพื้นฐานของความน่าเชื่อถือและความปลอดภัย ตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 18 เมื่อสวิตเซอร์แลนด์ใช้สกุลเงินนี้โดยอ้างอิงกับแร่เงิน และต่อมาได้กลายเป็นสกุลเงิน “Safe Haven” เนื่องจากมีกฎหมายกำหนดให้มีสำรองทองคำขั้นต่ำ 40% เพื่อหนุนค่าเงิน

ในช่วงสงครามโลก สวิตเซอร์แลนด์ขึ้นชื่อว่าเป็นรัฐกลาง ทำให้สินทรัพย์ทั่วโลกไหลเข้ามาในประเทศนี้ ส่งผลให้ฟรังก์สวิสได้รับความนิยม โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ เช่น วิกฤตหนี้ของกรีซ ซึ่งในช่วงนั้นธนาคารกลางสวิสต้องเข้าแทรกแซงเพื่อควบคุมมูลค่าของเงิน ปัจจุบันอัตราแลกเปลี่ยนของฟรังก์สวิสอยู่ที่ 1 CHF = 1.21 USD

ยูโร (EUR) – สกุลเงินของสหภาพยุโรป

ยูโรเป็นสกุลเงิน “น้องใหม่” ที่เริ่มใช้เมื่อปี 2542 ในประเทศสมาชิกยูโรโซน 20 ประเทศ จากทั้งหมด 27 ประเทศของสหภาพยุโรป

ใน 3 ปีแรก ยูโรเทรดต่ำกว่าดอลลาร์ แต่หลังจากนั้นกลับมาแข็งค่าขึ้นและแตะจุดสูงสุดในปี 2551 ที่ 1 EUR = 1.6 USD ปัจจุบันอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ประมาณ 1 EUR = 1.13 USD

ยูโรเป็นสกุลเงินที่มีอิทธิพลต่อระบบการเงินโลกอย่างมาก ด้วยการเป็นหนึ่งในสกุลเงินสำรองหลักของ IMF ซึ่งมีสัดส่วน 29.31% ของเงินสำรอง SDR และเป็นสกุลเงินสำรองระหว่างประเทศที่ใช้มากเป็นอันดับสอง รองจากดอลลาร์สหรัฐ โดยมีสัดส่วน 19.58% ของเงินสำรองระหว่างประเทศ

ศูนย์กลางการเงินนอกชายฝั่ง: ความเชื่อถือจากนโยบายแต่ต้องพึ่งพิง

นอกจากประเทศอิสระที่เป็นผู้สร้างสกุลเงินแล้ว ยังมีดินแดนและดินแดนโพ้นทะเลของสหราชอาณาจักรที่มีสกุลเงินของตัวเอง แต่มีอัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งแกร่ง

ปอนด์ยิบรอลตาร์ (GIP) – สกุลเงินที่ผูกติดกับปอนด์สเตอร์ลิง

ปอนด์ยิบรอลตาร์ใช้มาตั้งแต่ปี 1934 และออกโดยรัฐบาลยิบรอลตาร์ โดยผูกค่าเงินกับปอนด์สเตอร์ลิงในอัตรา 1:1 ซึ่งหมายความว่า 1 GIP เท่ากับ 1 GBP เสมอ ในตลาดโลกปัจจุบันค่า GIP เท่ากับประมาณ 1.33 USD

แม้จะใช้ภายในท้องถิ่นเท่านั้น แต่ปอนด์สเตอร์ลิงของอังกฤษก็ได้รับการยอมรับในระดับท้องถิ่นเช่นกัน ทั้งสองหมุนเวียนกัน ความแข็งแกร่งของ GIP ได้รับการสนับสนุนจากระบบการเงินที่มั่นคง นโยบายภาษีต่ำ และตำแหน่งเป็นศูนย์กลางด้านเกมออนไลน์และบริการการเงินนอกชายฝั่ง

ดอลลาร์หมู่เกาะเคย์แมน (KYD)

ดอลลาร์หมู่เกาะเคย์แมนเริ่มใช้ในปี 1972 แทนดอลลาร์จาเมกา และถูกตรึงกับดอลลาร์สหรัฐในอัตรา 1 KYD = 1.20 USD ซึ่งยังคงรักษามาจนถึงปัจจุบัน

หมู่เกาะเคย์แมนเป็นศูนย์กลางการเงินนอกชายฝั่งที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก ความแข็งแกร่งของ KYD มาจากกฎหมายการเงินที่มั่นคง นโยบายภาษีต่ำ และการพึ่งพาการท่องเที่ยวและการเงินระหว่างประเทศ แม้การใช้ KYD ในระดับสากลจะจำกัด แต่ในหมู่เกาะนี้ KYD ถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของอิสระทางเศรษฐกิจและมีเสถียรภาพในระยะยาว

ดีนาร์จอร์แดน (JOD) – กรณีพิเศษของประเทศที่ไม่ร่ำรวย

ดีนาร์จอร์แดนเป็นอันดับที่ 4 ของค่าเงินที่แพง โดยมีอัตราแลกเปลี่ยน 1 JOD = 1.41 USD เหตุผลที่ JOD มีมูลค่าสูงแม้จอร์แดนจะไม่ใช่ประเทศร่ำรวยมาก (GDP ต่อหัวประมาณ 3,891 ดอลลาร์ต่อปี) คือการตรึงค่าเงินกับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นกลยุทธ์การเงินที่จอร์แดนใช้มาตั้งแต่ผนวกเวสต์แบงก์เข้ามา

แม้จอร์แดนขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมานานกว่าทศวรรษ แต่ประเทศยังคงมีเงินสำรองระหว่างประเทศที่มั่นคงประมาณ 13,533 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นปี 2566 สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าการตรึงค่าเงินสามารถสนับสนุนให้อัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่าได้ แม้พื้นฐานเศรษฐกิจอาจไม่แข็งแกร่งเท่าที่คิด

ตารางเปรียบเทียบค่าเงินที่แพงที่สุด: ลักษณะเฉพาะและอัตรา

สกุลเงิน อัตรา (1 หน่วยต่อ USD) หมวดหมู่ จุดเด่น
Kuwaiti Dinar (KWD) 3.26 ผู้ส่งออกน้ำมัน แพงที่สุด ตรึงกับตะกร้าเงิน
Bahraini Dinar (BHD) 2.65 ผู้ส่งออกน้ำมัน ตรึงกับ USD ตั้งแต่ปี 2544
Omani Rial (OMR) 2.60 ผู้ส่งออกน้ำมัน ตรึงกับ USD ตั้งแต่ปี 2516
Jordanian Dinar (JOD) 1.41 เศรษฐกิจผสม ตรึงกับ USD แม้เศรษฐกิจไม่ร่ำรวย
British Pound Sterling (GBP) 1.33 เศรษฐกิจหลัก สกุลเก่าแก่ ลอยตัวตามกลไกตลาด
Gibraltar Pound (GIP) 1.33 ศูนย์กลางการเงิน ผูกติดกับ GBP ในอัตรา 1:1
Swiss Franc (CHF) 1.21 สกุลเงินปลอดภัย Safe Haven สำรองทองคำ 40%
Cayman Islands Dollar (KYD) 1.20 ศูนย์กลางการเงิน ตรึงกับ USD ตั้งแต่ปี 1972
Euro (EUR) 1.13 สหภาพยุโรป สกุลเงินสำรอง IMF ที่สำคัญ

ความจริงที่ควรรู้: เงินแพงไม่เท่ากับปลอดภัยที่สุด

การที่สกุลเงินมีค่าสูงไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการลงทุนที่ปลอดภัยที่สุด ตัวอย่างเช่น ดีนาร์จอร์แดนมีมูลค่าสูง แต่จอร์แดนไม่ใช่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันที่ร่ำรวยอย่างที่คิด แค่การตรึงค่าเงินกับดอลลาร์สหรัฐเท่านั้นที่ทำให้ค่าเงินสูง

นักลงทุนที่สนใจเงินที่แพงที่สุดในโลกควรพิจารณาหลายปัจจัย เช่น:

  • เสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ: GDP ต่อหัว อัตราการว่างงาน อัตราเงินเฟ้อ
  • นโยบายการเงิน: ลอยตัว ตรึงค่า หรือการจัดการแบบไหน
  • เงินสำรองระหว่างประเทศ: ประเทศมีเงินสำรองเพียงพอหรือไม่
  • สถานะทางการเมือง: ความเสี่ยงด้านการเมืองที่อาจส่งผลต่ออัตราแลกเปลี่ยน
  • ความต้องการของตลาดโลก: เช่น ดอลลาร์สหรัฐยังคงเป็นสกุลเงินที่มีความต้องการสูงสุด

แม้ยูโรจะไม่ใช่สกุลเงินที่แพงที่สุด แต่เป็นสกุลเงินสำรองที่มีอิทธิพลมากเป็นอันดับสอง ส่วนฟรังก์สวิสแม้จะมีมูลค่าน้อยกว่าปอนด์ แต่ก็ถูกมองว่าเป็น “Safe Haven” ที่ดีที่สุดในช่วงความผันผวนของตลาด

สรุป: ค่าเงินที่แพงที่สุดสะท้อนอะไร?

ค่าเงินที่แพงที่สุดในโลกสำหรับปี 2568 นั้นเต็มไปด้วยเรื่องราวน่าสนใจ ตั้งแต่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันที่ร่ำรวย ไปจนถึงเศรษฐกิจหลักของโลก และศูนย์กลางการเงินนอกชายฝั่ง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเข้าใจว่า เงินที่แพงที่สุด ไม่ได้หมายความว่าเป็นการลงทุนที่ดีที่สุด

ประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (KWD, BHD, OMR) มีมูลค่าเงินสูงเพราะความมั่งคั่งจากพลังงาน เศรษฐกิจหลัก (GBP, EUR, CHF) ยืนหยัดจากประวัติและศักยภาพทางเศรษฐกิจ และศูนย์กลางการเงิน (GIP, KYD) ขึ้นอยู่กับนโยบายและความน่าเชื่อถือของรัฐบาล

ดังนั้น การเลือกค่าเงินจึงควรพิจารณาให้ครอบคลุมมากกว่าการดูแค่ “แพง” เท่านั้น

Lihat Asli
Halaman ini mungkin berisi konten pihak ketiga, yang disediakan untuk tujuan informasi saja (bukan pernyataan/jaminan) dan tidak boleh dianggap sebagai dukungan terhadap pandangannya oleh Gate, atau sebagai nasihat keuangan atau profesional. Lihat Penafian untuk detailnya.
  • Hadiah
  • Komentar
  • Posting ulang
  • Bagikan
Komentar
0/400
Tidak ada komentar
  • Sematkan

Perdagangkan Kripto Di Mana Saja Kapan Saja
qrCode
Pindai untuk mengunduh aplikasi Gate
Komunitas
Bahasa Indonesia
  • 简体中文
  • English
  • Tiếng Việt
  • 繁體中文
  • Español
  • Русский
  • Français (Afrique)
  • Português (Portugal)
  • Bahasa Indonesia
  • 日本語
  • بالعربية
  • Українська
  • Português (Brasil)